วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

GIS A Computerized database management system

" GIS A Computerized database management system for capture storage retrieval analysis and display of spatial  ( locationally defined ) data " ( NCGIA : National Center Geographic Information and Analysis, 1989 )

"GIS ฐานข้อมูลการจัดการระบบคอมพิวเตอร์สำหรับการจับการดึงการวิเคราะห์การจัดเก็บและการแสดงผลของข้อมูลเชิงพื้นที่ (ตามที่กำหนด locationally)"ระบบคอมพิวเตอร์ (NCGIA : ข้อมูลทางภูมิศาสตร์แห่งชาติศูนย์และการวิเคราะห์, 1989)

 NCGIA
ศูนย์แห่งชาติเพื่อการสารสนเทศภูมิศาสตร์และการวิเคราะห์เป็นกลุ่มวิจัย อิสระทุ่มเทเพื่อการวิจัยและการศึกษาขั้นพื้นฐานในด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลทาง ภูมิศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องซึ่งรวมถึงระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) สามสถาบันสมาชิกจะ University of California,, Santa Barbara; มหาวิทยาลัยที่บัฟฟาโลและมหาวิทยาลัยของรัฐเมน สมาคมก่อตั้งขึ้นในปี 1988 เพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันสำหรับเงินทุนสนับสนุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่ง ชาติและยังคงได้รับมากของเงินทุนจากแหล่งที่ เงินทุนรวมกลุ่มจำนวนเงินประมาณ $ 5 ล้านบาทต่อปี หัวข้อของการวิจัยในปัจจุบันภายในกลุ่ม NCGIA รวม :

ความถูกต้องและความไม่แน่นอนในข้อมูลเชิงพื้นที่. นำมาเป็นหัวข้อแรกเมื่อสมาคมได้ก่อตั้งขึ้นในปี 1988 ได้เกิดความไม่แน่นอนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเป็นปัญหาสำคัญที่สำคัญสำหรับ ข้อมูลทางภูมิศาสตร์และระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หลายคนผลการวิจัยที่สำคัญได้รับการเผยแพร่โดยสมาชิกสมาคมและเทคโนโลยีที่มีประโยชน์มากได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อจัดการกับปัญหาได้
ความรู้งานวิจัย. เกี่ยวกับเรื่องนี้ภายในสมาคมที่เป็นแรงจูงใจจากความจำเป็นที่จะต้องมีความ เข้าใจที่ดีขึ้นของวิธีการที่จิตใจของมนุษย์และคอมพิวเตอร์สามารถทำงานร่วม กันเพื่อแก้ปัญหาที่มีมิติทางภูมิศาสตร์โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ซอฟต์แวร์ GIS มากได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่ายากเกินไปที่จะเรียนรู้และใช้และเป็นขาดการทำงานร่วมกัน การวิจัยเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ NCGIA ตรวจสอบว่าผู้คนคิดเกี่ยวกับการและเหตุผลที่มีแนวคิดทางภูมิศาสตร์และวิธี การออกแบบระบบสามารถทำสอดคล้องกันมากขึ้นด้วยหลักการเหล่านี้
การสร้างแบบจำลองและการแสดง. แม้ว่า GIS มีรากในศิลปะการทำแผนที่กระดาษที่ความสามารถของมันไปไกลเกินกว่าสิ่งที่สามารถทำได้ด้วยผลิตภัณฑ์แบบดั้งเดิม ฐานข้อมูล GIS สามารถเป็นตัวแทนของปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนผ่านช่วงเวลา, หรือวัตถุที่มีรูปแบบสามมิติ การวิจัยในพื้นที่เหล่านี้อยู่การสร้างแบบจำลองชนิดใหม่ของข้อมูลที่ไม่ สามารถจัดการกับบนแผนที่กระดาษและวิธีการที่เกี่ยวข้องของการวิเคราะห์และ การตัดสินใจ
วันนี้, NCGIA ยืนเป็นโฟกัสระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยขั้นพื้นฐาน สามเว็บไซต์ที่ดึงดูดผู้เข้าชมในระยะสั้นและระยะยาวจากทั่วโลกและหลักสูตรการศึกษาของตนที่อยู่ความต้องการของนักเรียนในทุกระดับ

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Database

ระบบฐานข้อมูล (Database)
ความหมายของระบบฐานข้อมูล
                ฐานข้อมูล (Database) หมายถึง กลุ่มของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน นำมาเก็บรวบรวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีระบบและข้อมูลที่ประกอบกันเป็นฐานข้อมูลนั้น ต้องตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งานขององค์กรด้วยเช่นกัน เช่น ในสำนักงานก็รวบรวมข้อมูล ตั้งแต่หมายเลขโทรศัพท์ของผู้ที่มาติดต่อจนถึงการเก็บเอกสารทุกอย่างของสำนักงาน ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะมีส่วนที่สัมพันธ์กันและเป็นที่ต้องการนำออกมาใช้ประโยชน์ต่อไปภายหลัง ข้อมูลนั้นอาจจะเกี่ยวกับบุคคล สิ่งของสถานที่ หรือเหตุการณ์ใด ๆ ก็ได้ที่เราสนใจศึกษา  หรืออาจได้มาจากการสังเกต การนับหรือการวัดก็เป็นได้ รวมทั้งข้อมูลที่เป็นตัวเลข  ข้อความ  และรูปภาพต่าง ๆ ก็สามารถนำมาจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลได้ และที่สำคัญข้อมูลทุกอย่างต้องมีความสัมพันธ์กัน เพราะเราต้องการนำมาใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต

                ตัวอย่าง

ชื่อฐานข้อมูล
กลุ่ม ข้อมูล
บริษัท

-          พนักงาน
-          ลูกค้า
-          สินค้า
-          ใบสั่งสินค้า
โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย
-          นักเรียน
-          อาจารย์
-          วิชา
-          การลงทะเบียน



                ระบบฐานข้อมูล (Database System) หมายถึง การรวมตัวกันของฐานข้อมูลตั้งแต่ 2ฐานข้อมูลเป็นต้นไปที่มีความสัมพันธ์กัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และทำให้การบำรุงรักษาตัวโปรแกรมง่ายมากขึ้น โดยผ่านระบบการจัดการฐานข้อมูล หรือ  เรียกย่อ ๆ ว่า DBMS



องค์ประกอบของระบบฐานข้อมูล
                ระบบฐานข้อมูลเป็นเพียงวิธีคิดในการประมวลผลรูปแบบหนึ่งเท่านั้น แต่การใช้ฐานข้อมูลจะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลักดังต่อไปนี้
1.       แอพลิเคชันฐานข้อมูล (Database Application)
2.       ระบบจัดการฐานข้อมูล (Database Management System หรือ  DBMS)
3.       ดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์ (Database Server)
4.       ข้อมูล (Data)
5.       ผู้บริหารฐานข้อมูล ((Database Administrator หรือ DBA)

แอพพลิเคชันฐานข้อมูล
เป็นแอพพลิเคชันที่สร้างไว้ให้ผู้ใช้งานสามารถติดต่อกับฐานข้อมูลได้อย่างสะดวก ซึ่งมี
รูปแบบการติดต่อกับฐานข้อมูลแบบเมนูหรือกราฟฟิก  โยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับฐานข้อมูลเลยก็สามารถเรียกใช้งานฐานข้อมูลได้เช่น บริการเงินสด ATM

ระบบจัดการฐานข้อมูล
                ระบบจัดการฐานข้อมูล หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างฐานข้อมูล พูดง่าย ๆ ก็คือ DBMS นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
Microsoft Access, FoxPro, SQL Server, Oracle, Informix, DB2 เป็นต้น

                หน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูล มีดังนี้
1.       กำหนดมาตรฐานข้อมูล
2.       ควบคุมการเข้าถึงข้อมูลแบบต่าง ๆ
3.       ดูแล-จัดเก็บข้อมูลให้มีความถูกต้องแม่นยำ
4.       จัดเรื่องการสำรอง และฟื้นสภาพแฟ้มข้อมูล
5.       จัดระเบียบแฟ้มทางกายภาพ (Physical Organization)
6.       รักษาความปลอดภัยของข้อมูลภายในฐานข้อมูล และป้องกันไม่ใช้ข้อมูลสูญหาย
7.       บำรุงรักษาฐานข้อมูลให้เป็นอิสระจากโปรแกรมแอพพลิเคชันอื่น ๆ
8.       เชื่อมโยงข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เข้าด้วยกัน เพื่อรองรับความต้องการใช้ข้อมูลในระดับ
ต่าง ๆ



 







               
ดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์
                เป็นคอมพิวเตอร์ที่คอยให้บริการการจัดการฐานข้อมูล ซึ่งก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ระบบจัดการฐานข้อมูลทำงานอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นควรเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความรวดเร็วในการทำงานสูงกว่าคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานโดยทั่วไป
                ข้อมูล
                ข้อมูล คือ เนื้อหาของข้อมูลที่เราใช้งาน ซึ่งจะถูกเก็บในหน่วยความจำของดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์ โยจะถูกเรียกมาใช้งานจากระบบจัดการฐานข้อมูล
                ผู้บริหารฐานข้อมูล
                ผู้บริหารฐานข้อมูล คือ กลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่ดูแลข้อมูลผ่านระบบจัดการฐานข้อมูล ซึ่งจะควบคุมให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ยังทำหน้าที่กำหนดสิทธิการใช้งานข้อมูล กำหนดในเรื่องความปลอดภัยของการใช้งาน พร้อมทั้งดูแลดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์ให้ทำงานอย่างปกติด้วย

Database management system

     การจัดการฐานข้อมูลระบบ (DBMS) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหลักสูตรในระบบฐานข้อมูล หรือองค์กรไฟล์ใด ๆ DBMS ให้มือเป็นแนวทางไปใช้กับระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์  โดยเน้นในเรื่องการปฏิบัติเช่นวิธีการจัดทำดัชนี, SQL, และการออกแบบฐานข้อมูล ใหม่ในรุ่นนี้จะครอบคลุมช่วงต้นของแบบจำลอง ER,      บทใหม่ในฐานข้อมูลอินเทอร์เน็ตทำเหมืองข้อมูล  และฐานข้อมูลเชิงพื้นที่และเสริมใหม่ที่ได้รับมอบหมาย SQL จริง (ด้วยโซลูชั่นสำหรับใช้สอน') บทอื่น ๆ จำนวนมากได้รับการปรับโครงสร้างองค์กรหรือขยายไปสู่​​การให้ความคุ้มครอง up - to - วันที่

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Spatial Data

3.3 ลักษณะข้อมูลเชิงพื้นที่ บทที่ ๓
ลักษณะของข้อมูลในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
(Characteristics of GIS Information)
๓.๓ ลักษณะข้อมูลเชิงพื้นที่ ( Spatial Characteristics )
ตัวแทนในการจัดเก็บข้อมูลในเชิงภูมิศาสตร์ แบ่งเป็น 2 ประเภท
1) Raster or grid representation คือ จุดของเซล ที่อยู่ในแต่ละช่วงสี่เหลี่ยม (grid) โครงสร้างของ Raster ประกอบด้วยชุดของ Grid cell หรือ pixel หรือ picture element cell ข้อมูลแบบ Raster เป็นข้อมูลที่อยู่บนพิกัดรูปตารางแถวนอนและแถวตั้ง แต่ละ cell อ้างอิงโดยแถวและสดมภ์ภายใน grid cell จะมีตัวเลขหรือภาพข้อมูล Raster
ความสามารถแสดงรายละเอียดของข้อมูลราสเตอร์ขึ้นอยู่กับขนาดของเซลล์ ณ จุดพิกัดที่ประกอบขึ้นเป็นฐานข้อมูลแสดงตำแหน่งชุดนั้น ซึ่งข้อมูลประเภท Raster มีข้อได้เปรียบในการใช้ทรัพยากรระบบคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพดีกว่า ช่วยให้สามารถทำการวิเคราะห์ได้รวดเร็ว Raster Data อาจแปรรูปมาจากข้อมูล Vector หรือแปลงจาก Raster ไปเป็น Vector แต่เห็นได้ว่าจะมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นระหว่างการแปรรูปข้อมูล

รูปที่ 3.2 การแปลงข้อมูล Vector เป็น Raster
ดัดแปลงจาก http://www.esri.com/
รูปที่ 3.3 ตัวอย่างข้อมูลประเภท Raster
ดัดแปลงจาก http://www.esri.com/
2) Vector representation ตัวแทนของเวกเตอร์นี้อาจแสดงด้วย จุด เส้น หรือพื้นที่ซึ่งถูกกำหนดโดยจุดพิกัด ซึ่งข้อมูลประกอบด้วยจุดพิกัดทางแนวราบ (X,Y) และ/หรือ แนวดิ่ง (Z) หรือ Cartesian Coordinate System ถ้าเป็นพิกัดตำแหน่งเดียวก็จะเป็นค่าของจุด ถ้าจุดพิกัดสองจุดหรือมากกว่าก็เป็นเส้น ส่วนพื้นที่นั้นจะต้องมีจุดมากกว่า 3 จุดขึ้นไป และจุดพิกัดเริ่มต้นและจุดพิกัดสุดท้าย จะต้องอยู่ตำแหน่งเดียวกัน ข้อมูลเวกเตอร์ ได้แก่ ถนน แม่น้ำ ลำคลอง ขอบเขตการปกครอง เป็นต้น


รูปที่ 3.4 ตัวอย่างข้อมูลประเภท Vector
ดัดแปลงจาก http://www.esri.com/
ลักษณะข้อมูลเชิงพื้นที่ ในรูปแบบเวกเตอร์จะมีลักษณะและรูปแบบ (Spatial Features) ต่างๆ กันพอสรุปได้ดังนี้คือ
๓.๒.๑ รูปแบบของจุด (Point Features) เป็นลักษณะของจุดในตำแหน่งใดๆ ซึ่งจะสังเกตได้จากขนาดของจุดนั้นๆ โดยจะอธิบายถึงตำแหน่งที่ตั้งของข้อมูล เช่น ที่ตั้งของจังหวัดเป็นต้น

รูปที่ 3.5 รูปแบบของข้อมูลประเภทจุด
๓.๒.๒ รูปแบบของเส้น (Linear Features) ประกอบไปด้วยลักษณะของเส้นตรง เส้นหักมุม และเส้นโค้ง ซึ่งรูปร่างของเส้นเหล่านี้จะอธิบายถึงลักษณะต่างๆ โดยอาศัยขนาดทั้งความกว้างและความยาว เช่น ถนน หรือ แม่น้ำ เป็นต้น และในทางการทำแผนที่รวมทั้งระบบ GIS นั้น รูปแบบของเส้น หมายถึง เส้นหักมุมที่มีความกว้างเฉพาะในความยาวที่กำหนด

รูปที่ 3.6 รูปแบบของข้อมูลประเภทเส้น
๓.๒.๓ รูปแบบของพื้นที่ (Area Features) เป็นลักษณะขอบเขตพื้นที่ที่เรียกว่า โพลีกอน (Polygon) ที่อธิบายถึงขอบเขตเนื้อที่และเส้นรอบวง และข้อมูลโพลีกอนลักษณะเหล่านี้จะใช้อธิบายขอบเขตของข้อมูลต่างๆ เช่น ขอบเขตของพื้นที่ป่าไม้เป็นต้น

รูปที่ 3.7 รูปแบบของข้อมูลประเภทโพลีกอน
ข้อสังเกตุที่พบคือ ข้อมูล Vector และ Raster ทั้งสองระบบสามารถมีรูปแบบข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์ (Featues) ได้ 3 รูปแบบเหมือนกันคือ Point, Line และ Polygon แต่ข้อมูลแบบ Vector นั้นจุดจะบ่งบอกเพียงพักัด x, y และ z ว่าอยู่ที่ตำแหน่งใด สูงเท่าใด จะไม่มีขนาดและทิศทางของข้อมูลประเภทจุด แต่ Raster ก็จะทราบตำแหน่ง และมีขนาดเท่ากับขนาดของ pixel เช่น จุด pixel ของดาวเทียม LANDSAT TM จะมีขนาด 30 เมตร x 30 เมตร ซึ่งแตกต่างจากข้อมูล Vector
ลักษณะข้อมูล Attribute และ Spatial นี้จะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นไปได้ทั้งในแบบต่อเนื่อง (Continuous) และไม่ต่อเนื่อง (Discrete) ยกตัวอย่างเช่น แผนที่ภูมิประเทศ (Topographic Map) จะแสดงถึงเส้นระดับความสูงที่มีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่จำนวนประชากร ที่อาศัยอยู่ในแต่ละชั้นระดับความสูงนั้น จะมีความสัมพันธ์ในลักษณะที่ไม่ต่อเนื่อง โดยจะแปรผันไปตามปัจจัยและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น เป็นต้น รูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะข้อมูลที่ปรากฎบนโลกมนุษย์และการแสดง สัญลักษณ์ในแผนที่ ในการแสดงสัญลักษณ์บนแผนที่จากลักษณะภูมิประเทศหรือวัตถุบันพื้นผิวโลกนั้น สามารถแทนด้วยรูปแบบจุด เส้นหรือพื้นที่ ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากมาตรส่วนของแผนที่ที่จะแสดงหากแผนที่มาตราส่วนใหญ่ เช่น 1:4,000 อาจจะแสดงข้อมูลที่ตั้งสถานีวัดปริมาณน้ำฝนในรูปแบบโพลีกอนก็ได้ แต่หากที่มาตราส่วนเล็ก เช่น 1:50,000 สถานีวัดปริมาณน้ำฝนอาจถูกแทนด้วยจุด หรือเส้น หรือพื้นที่ขนาดเล็กได้ ซึ่งสามารถพิจารณาได้ดังรูปที่ 3.8 และรูปที่ 3.10

รูปที่ 3.8 เปรียบเทียบตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของวัตถุบนพื้นผิวโลก ตามหลักการของการทำแผนที่ ตัวอย่างของจุด เส้น รูปปิด และพื้นผิว
Source : P. C. Muehrcke, and J.O. Muehrcke, Map Use : Reading, Analysis and Interpretation, 3rd ed., JP Publication, Madison, WI, 1992, Figure 3.18, Page 84.
เมื่อแผนที่มาตราส่วนถูกเปลี่ยนแปลงไปย่อมมีผลกระทบเกิดขึ้นกับข้อมูลที่ อยู่ภายในแผนที่ในการแสดงผลด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ อาจจะเปลี่ยนแปลงไป เช่น บ้านพักอาศัย หากอยู่ในมาตราส่วนใหญ่ในภาพถ่ายทางอากาศหากนำมานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อาจจะแทนด้วยโพลีกอน แต่ถ้าหากถ่ายมาในมาตราส่วนเล็ก อาจจะแทนด้วยข้อมูลแบบจุดได้ ดังรูป 3.9

รูปที่ 3.9 ผลกระทบการเปลี่ยนขนาดของมาตราส่วน บ้านพักที่สังเกตโดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศจะปรากฏเห็นความกว้างและยาวซึ่ง สามารถแสดงเป็น polygon แต่ในรูปขวามือ จะไม่ปรากฏขนาดของวัตถุจึงสามารถแสดงเป็นจุดได้
Source : Michael N. Demers, Fundamentals of Geographic Information System, John Wiley & Sons, Inc., 1997, Figure 2.2, Page 27.

รูปที่ 3.10 การเปลี่ยนแปลงมาตราส่วนและผลต่อรูปร่างวัตถุที่แสดงบนแผนที่
Source : Michael N. Demers, Fundamentals of Geographic Information System, John Wiley & Sons, Inc., 1997, Figure 3.9, Page 70.
สิ่งที่พบจากรูปที่ 3.10 จะเห็นว่าการแสดงผลที่ระดับมาตราส่วน (scale) ที่แตกต่างกันย่อมมีผลต่อความถูกต้องของข้อมูลเชิงพื้นที่ ฉะนั้นในการใช้งานมาตราส่วนแผนที่ผู้ใช้พึงต้องระวังถึงระดับของมาตราส่วน ที่เหมาะสมกับงานที่จะใช้ในการวิเคราะห์เช่นกัน ยิ่งมาตราส่วนเล็กลงมาเท่าไร นั่นหมายถึงขนาดของข้อมูลยิ่งหายไปมากเท่านั้น

รูปที่ 3.11 การเปลี่ยนแปลงมาตราส่วนและผลต่อความเรียบของวัตถุ
Source : Michael N. Demers, Fundamentals of Geographic Information System, John Wiley & Sons, Inc., 1997, Figure 3.9, Page 70.
และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงมาตราส่วนของข้อมูลให้เล็กลง สิ่งที่เกิดขึ้นคือข้อมูลมีความถูกต้องลดลง เช่น พื้นที่บางส่วนไม่สามารถแสดงได้ เกาะเล็กๆ ที่แสดงด้วยโพลีกอน อาจจะต้องลบออกไปเนื่องจากไม่สามารถแสดงผลข้อมูลในรูปแบบโพลีกอนได้ หรือถนนที่นำเข้าในมาตราส่วนใหญ่ก็จะสามารถลงรายละเอียดของข้อมูลแผนที่ได้ มากกว่า หรือแม่น้ำสายย่อยสามารถแสดงได้ในแผนที่มาตราส่วนใหญ่ แต่ต้องละเลยในแผนที่มาตราส่วนเล็ก ดังรูปที่ 3.10 และรูปที่ 3.11
ในการนำเข้าข้อมูลสู่ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์จะต้องคำนึงถึงความต่อเนื่อง ของข้อมูลหรือประเภทข้อมูลที่มีความต่อเนื่องเช่น ระดับความสูง หรือปริมาณน้ำฝน และข้อมูลที่ไม่มีความต่อเนื่อง เช่น จำนวนประชากร หรือรายได้ของประชากร อาจจะมีผลต่อการแสดงผลในรูปแบบ 3 มิติ ถึงแม้จะใช้สัญลักษณ์ ที่เหมือนกันคือข้อมูลแบบจุด ดังรูปที่ 3.12 ซึ่งในความต่อเนื่องของข้อมูลนั้นสามารถทำให้ผู้ใช้ข้อมูลพยากรณ์หรือคาด การณ์ได้จากข้อมูลที่สร้างขึ้น

รูปที่ 3.12 ข้อมูลที่ต่อเนื่อง (Continuous data) และข้อมูลที่ไม่ต่อเนื่อง (Discrete data) ความแตกต่างระหว่างข้อมูลทั้งสองชนิด
Source : Michael N. Demers, Fundamentals of Geographic Information System, John Wiley & Sons, Inc., 1997, Figure 2.3, Page 28.

ที่มา  :  http://www.gis2me.com/th/?p=60

Spatial Distribution = การกระจายเชิงพื้นที่
เป็น การกระจัดกระจายตัวหรือการกระจุกตัวที่อยู่ในพื้นที่ จะอยู่ในลักษณะที่กระจุกตัวบางพื้นที่หรือแยกกระจายอาจจะอยู่ใกล้กันหรือไกล กันขึ้นอยู่กับบิเวณพื้นที่ต่างๆ
Spatial Differentiation = ความแตกต่างเชิงพื้นที่
ใน พื้นที่จะมีความแตกต่างกันในหลายๆด้าน พื้นที่แต่ละส่วนจะไม่เหมือนกันในหลายประการ อาจเป็นสิ่งแวดล้อม พื้นที่สูง-ตำของแต่ละบริเวณนั่นๆ
Spatial Diffusion = การแพร่กระจายในเชิงพื้นที่
เป็น การกระจายจากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่ง อาจจะเป็นการอพยพย้ายถิ่นฐาน หรือมีการกระจายของสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วกระจายออกไปตามพื้นที่ต่างๆ
Spatial Interaction = การปฏิสัมพันธ์ในเชิงพื้นที่
พื้นที่ที่ทำกิจกรรมจะสัมพันธ์กับพื้นที่อื่นและพื้นที่นั้นๆ ในแต่ละส่วนของกิจรรมจะแยกออกตามเขตพื้นที่ของตัวเองในพื้นที่แต่ละส่วน
Spatial Temporary = ช่วงเวลาในเชิงพื้นที่
ช่วง เวลาในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันออกไปในช่วงของการแบ่งเขตเวลา การกระทำหรือกิจกรรมที่ก็จะต่างกันออกไปตามช่วงเวลาของพื้นที่แต่ละส่วน
ทฤษฏีทั้ง 5 นี้ มีความสัมพันธ์กันอย่างมากจะขาดทฤษฏีใดไม่ได้
เขียนโดย Paisit Tanwong ที่ 22:56

 
Spatial  Distribution


          การกระจายเชิงพื้นที่คือการจัดเรียงของปรากฏการณ์ทั่วพื้นผิวโลก  และการแสดงผลกราฟิกดังกล่าวจัดเป็นเครื่องมือสำคัญในการสถิติทางภูมิศาสตร์ 
และสิ่งแวดล้อม การแสดงผลกราฟิกของการกระจายเชิงพื้นที่อาจสรุปข้อมูลดิบโดยตรงหรืออาจสะท้อนให้เห็นถึงผลของการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนมากขึ้น   แง่มุมที่แตกต่างของปรากฏการณ์ที่สามารถแสดงในการแสดงผลกราฟิกเดียวโดยใช้ตัวเลือกที่เหมาะสมของสีที่แตกต่างกันเพื่อแสดงความแตกต่าง
ตัวอย่าง
     รหัสสีหน่วยงานตำรวจหลายแผนที่เมืองตามสถิติการเกิดอาชญากรรม พื้นที่รับน้ำสองขั้นตอนลอยตัว (2SFCA) วิธีการได้รับใช้ในการจัดทำแผนที่แสดงความสามารถในการเข้าถึงของบุคคล (หน่วยความต้องการ) เพื่อแพทย์ (หน่วยอุปทาน) ด้วยการแรเงาที่แสดงองศาที่แตกต่างกันในการเข้าถึง





Spatial Differentiation

มิติความแตกต่าง : ความคิดที่ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่เท่ากันกระจายทั่วพื้นที่ นั่นคือสินค้าบริการทรัพยากรการผลิตการบริโภคและมีความเข้มข้นมากกว่าที่บางสถานที่และความเข้มข้นน้อยลงในสถานที่อื่น ๆ เนื่องจาก endowments ธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ ผลที่ได้คือว่าไม่มีจุดสองจุดที่ตั้งได้ว่าการเข้าถึงเดียวกันในการ input หรือ output นี่คือหลักการพื้นฐานของเศรษฐกิจการศึกษาพื้นฐานในเมืองและในระดับภูมิภาคและแสดงให้เห็นว่า บริษัท และครัวเรือนจะต้องมีต้นทุนค่าขนส่งและสถานที่ในการตัดสินใจผลิตและการบริโภค



วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วิจารณ์เพลง


เพลงรักทุกฤดู
นับแต่วันที่เจอเธอแล้ว
ฉันได้เจอกับความเปลี่ยนแปลงมากมายเหลือเกิน
เหมือนฤดูที่ต่าง ฉันได้เจอกับฤดูร้อน
แสงตะวันส่องใจที่เคยหม่นหมองให้ละลาย

อยู่ๆ ก็มีลมฝนที่ตกหล่นมาเป็นสาย
เป็นฤดูที่เหงาใจ เหน็บหนาวหัวใจมากๆ เลย
ติดอยู่ในฤดูรัก ไม่อาจตัดใจออกไปไกลเธอสักครั้ง

ยังไงก็รักเธอคนเดียว คนเดียวที่รักทั้งหัวใจ
วันเวลาผ่านไป ฤดูเปลี่ยน
ฉันไม่เปลี่ยน รักเธออยู่อย่างนั้น
เธอคือความรักทุกฤดู คือฤดูรักที่ยาวนาน
เธอคือความผูกพันที่คอยผูกใจฉันอยู่
รักเธออยู่เหมือนเดิม

แม้ว่าวันต่อไปจากนี้
แม้จะมีอะไรเปลี่ยนไปมากมายก็ตาม
มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แม้ว่ามันจะมีวันนั้น
ฉันกับเธออาจเจอกับความขัดแย้งไม่เข้าใจ

สิ่งหนึ่งที่ใจมันรู้ อยากบอกให้เธอได้รู้
ความรักมันไม่หายไป ยังหมุนรอบเธอทุกๆ วัน
จะผ่านไปฤดูไหน ไม่อาจเปลี่ยนใจจากเธอไปเลยสักครั้ง

ยังไงก็รักเธอคนเดียว คนเดียวที่รักทั้งหัวใจ
วันเวลาผ่านไป ฤดูเปลี่ยน
ฉันไม่เปลี่ยน รักเธออยู่อย่างนั้น
เธอคือความรักทุกฤดู คือฤดูรักที่ยาวนาน
เธอคือความผูกพันที่คอยผูกใจฉันอยู่
รักเธออยู่เหมือนเดิม

วันนี้ วันไหน ให้รู้ไว้อย่างฉันจะยังรักเธอ

ยังไงก็รักเธอคนเดียว คนเดียวที่รักทั้งหัวใจ
วันเวลาผ่านไป ฤดูเปลี่ยน
ฉันไม่เปลี่ยน รักเธออยู่อย่างนั้น
เธอคือความรักทุกฤดู คือฤดูรักที่ยาวนาน
เธอคือความผูกพันที่คอยผูกใจฉันอยู่
รักเธออยู่เหมือนเดิม

ศิลปิน  :       น้ำชา    ชีรณัฐ  สุยานนท์
วิจารณ์เพลง
                      จากเนื้อหาของบทเพลงนี้  มีความหมายเกี่ยวกับความรักที่ต้องกันสื่อให้เห็นถึงการมีความรักอย่างจริงใจ  ความหมายของคำว่า
"รักทุกฤดู"  ในบทเพลงนี้ก็คือ  การรักใครสักคนเสมอ  ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านหรือล่วงเลยไปก็ตาม  แต่ความรักยังมิเสื่อมคลาย  และ 
music  vedio  ของเพลงนี้ก็สามารถนำภาพประกอบที่สื่อให้ให้ฤดูต่างๆ  ได้อย่างชัดเจน  และสวยงามมาก  ทำให้รู้ไปกับบทเพลงได้เป็นอย่างดี

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ตัวอย่างแผนที่ใช้ในการแบ่งโซนอาศัย สร้างโดยใช้ระบบจีไอเอส โดยโปรแกรม ชื่อ อาร์คจีไอเอส (ArcGIS)
ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System : GIS) คือ กระบวนการทำงานเกี่ยวกับข้อมูลเชิงพื้นที่ (spatial data) ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยการกำหนดข้อมูลเชิงบรรยายหรือข้อมูลคุณลักษณะ (attribute data) และสารสนเทศ เช่น ที่อยู่ บ้านเลขที่ ที่มีความสัมพันธ์กับตำแหน่งในเชิงพื้นที่ (spatial data) เช่น ตำแหน่งบ้าน ถนน แม่น้ำ เป็นต้น ในรูปของ ตารางข้อมูล และ ฐานข้อมูล
ระบบ GIS ประกอบไปด้วยชุดของเครื่องมือที่มีความสามารถในการเก็บรวบรวม ปรับปรุงและการสืบค้นข้อมูล เพื่อจัดเตรียม ปรับแต่ง วิเคราะห์และการแสดงผลข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องตามวัตถุประสงค์การใช้งาน ซึ่งรูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหลาย จะสามารถนำมาวิเคราะห์ด้วย GIS ให้สื่อความหมายในเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับช่วงเวลาได้ เช่น
ข้อมูลเหล่านี้ เมื่อปรากฏบนแผนที่ทำให้สามารถแปล สื่อความหมาย และนำไปใช้งานได้ง่าย
ข้อมูลใน GIS ทั้งข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูลเชิงบรรยาย สามารถอ้างอิงถึงตำแหน่งที่มีอยู่จริงบนพื้นโลกได้โดยอาศัยระบบพิกัดทางภูมิศาสตร์ (geocode) ซึ่งจะสามารถอ้างอิงได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ข้อมูลใน GIS ที่อ้างอิงกับพื้นผิวโลกโดยตรง หมายถึง ข้อมูลที่มีค่าพิกัดหรือมีตำแหน่งจริงบนพื้นโลกหรือในแผนที่ เช่น ตำแหน่งอาคาร ถนน ฯลฯ สำหรับข้อมูล GIS ที่จะอ้างอิงกับข้อมูลบนพื้นโลกได้โดยทางอ้อมได้แก่ ข้อมูลของบ้าน (รวมถึงบ้านเลขที่ ซอย เขต แขวง จังหวัด และรหัสไปรษณีย์) โดยจากข้อมูลที่อยู่ เราสามารถทราบได้ว่าบ้านหลังนี้มีตำแหน่งอยู่ ณ ที่ใดบนพื้นโลก เนื่องจากบ้านทุกหลังจะมีที่อยู่ไม่ซ้ำกัน