วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐานการตั้งถิ่นฐาน







[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์มีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัว จึงเกิดการรวบรวมกลุ่มเพื่อตั้งบ้านเรือนและจัดการกับสิ่งรอบตัวให้เหมาะกับการดำรงชีพ การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐานนั้น ๆ ดังนี้
ก.ปัจจัยทางกายภาพ แบ่งได้เป็น
๑) โครงสร้างและระดับความสูงของพื้นที่ เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่า เขตที่ราบมีความเหมาะสมที่จะตั้งถิ่นฐานมากกว่าเขตที่สูงหรือภูเขา เนื่องจากลักษณะพื้นที่กว้างขวางราบเรียบทำให้สามารถเพาะปลูกได้สะดวก และเขตที่ราบมักจะมีดินอุดมสมบูรณ์ สามารถปลูกพืชได้หลายชนิดมากกว่า สำหรับพื้นที่สูงหรือทุรกันดารซึ่งเข้าถึงลำบากนั้น มีเหตุจูงใจให้มนุษย์ตั้งถิ่นฐานอยู่บ้าง เช่น เพื่อความปลอดภัยจากการรุกราน หรือหากจำเป็นต้องตั้งถิ่นฐานตามภูเขาก็มักจะเลือกอยู่อาศัยในลาดเขาด้านที่เหมาะสม
๒) อากาศ อากาศมีผลโดยตรงต่อมนุษย์เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการกำหนดลักษณะดินและพืช สภาพของดินฟ้าอากาศมีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐาน มีอิทธิพลต่อการสร้างบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย และวิถีการดำรงชีวิต จากแผนที่แสดงการกระจายตัวประชากรจะเห็นได้ว่า ประชาชนจะอยู่กันหนาแน่นในเขตที่มีอากาศเหมาะสม ส่วนบริเวณที่มีอากาศปรวนแปรจะมีประชาชนเบาบาง หรือปราศจากผู้อยู่อาศัย
๓) น้ำ ปัจจัยในเรื่องน้ำมีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐานมาก โดยเฉพาะในสมัยโบราณการตั้งถิ่นฐานทุกแห่งเป็นการหาพื้นที่ที่จะทำการเกษตรด้วย น้ำที่ใช้ในการหาพื้นที่ที่จะทำการเกษตรด้วย น้ำที่ใช้ในการทำเกษตรกรรมไม่จำเป็นต้องมาจากฝนหรือแหล่งน้ำลำธารแต่เพียงอย่างเดียว ในบางแห่งที่ขาดฝน อาจหาแหล่งน้ำอื่น ๆ มาใช้เพื่อการเกษตร เช่น น้ำบาดาล
ข.ปัจจัยทางวัฒนธรรม
การที่มนุษย์ครอบครองพื้นที่เพื่อตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน ณ ที่ใดที่หนึ่งย่อมมีอิทธิพลต่อสภาพธรรมชาติ รวมทั้งเกิดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในถิ่นฐานเดียวกัน และระหว่างถิ่นฐานต่าง ๆ
วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างออกไปในถิ่นฐานแต่ละแห่ง สามารถจำแนกได้เป็น
๑) ภาษา โดยเฉพาะภาษาพูด ถือว่าเป็นตัวแทนของลักษณะวัฒนธรรม ภาษาเป็นสื่อสำคัญที่สืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิมจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อ ๆ ไปกลุ่มวัฒนธรรมดั้งเดิมจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อ ๆ ไป กลุ่มวัฒนธรรมต่าง ๆ มักมีภาษาของตนเอง จึงใช้ภาษาเป็นเครื่องวัดความแตกต่างของวัฒนธรรมได้ ภาษาจึงอาจเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เช่น การห้ามใช้ภาษาต่างประเทศของจนภูมิใจในชาติของตนรวมทั้งรักเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนยิ่งขึ้น
๒) ศาสนา ศาสนาเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรม ความเชื่อถือยึดมั่นและการปฏิบัติตามหลักของศาสนาเป็นหลักที่กำหนดวิถีชีวิตในท้องถิ่น สถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอาจทำให้ท้องถิ่นหนึ่งมีความสำคัญมากกว่าท้องถิ่นอื่น วัด โบสถ์ และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ทางศาสนา จะมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของชาตินั้น ๆ ศาสนาอาจมีอิทธิพลต่อการเกษตรกรรม การบริโภคอาหาร ตลอดจนด้านเศรษฐกิจ
๓) การเมือง อิทธิพลทางการเมืองมีผลต่อพื้นที่ตั้งถิ่นฐาน โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินทำกิน เช่น กฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กฎหมายเกี่ยวกับการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พระราชกำหนดยกเลิกสัมปทานป่าไม้ เป็นต้น
ค.ปัจจัยทางเศรษฐกิจ
การประกอบอาชีพของมนุษย์ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของสภาพแวดล้อมและระดับความเจริญทางเทคโนโลยี ตัวอย่างของวิวัฒนาการการประกอบอาชีพที่มีความสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ได้แก่
๑) การเพาะปลูก การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์แบบถาวรเริ่มขึ้นเมื่อมนุษย์รู้จักเพราะปลูกด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งผลิตผลตามธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว และการตั้งถิ่นฐานแบบถาวรนี้ มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมมาก ตัวอย่างเช่น การทำไร่เลื่อนลอย เป็นการเพาะปลูกแบบไม่บำรุงดิน เมื่อดำเนินไปหลายปี จะทำให้ดินเสื่อมสภาพลง และต้องย้ายไปหาที่เพาะปลูกใหม่หมุนเวียนไปเรื่อย ๆ เป็นการทำลายป่าและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่วนการเพาะปลูกแบบไร่นาสวนผสมจะมีการดุแลบำรุงดินที่ดีกว่า ทำให้สามารถคงความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้ได้
๒) การเลี้ยงสัตว์ แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ การเลี้ยงสัตว์ไว้บริโภค ไว้ใช้งาน และไว้ขาย ส่วนใหญ่จะทำในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์แบบอยู่เป็นที่จะไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติมากเท่ากับการเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อน
๓) อุตสาหกรรม เป็นการนำผลิตผลมาดัดแปลงหรือแปรสภาพให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ เป็นกิจกรรมที่มีลักษณะซับซ้อน ในเนื้อที่น้อย ต้องใช้วัตถุดิบและเชื้อเพลิงจำนวนมากในการผลิต มีการใช้แรงงาน ตลอดจนต้องการความสะดวกในการคมนาคมขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นการนำวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานและผลิตผลจากโรงงานออกสู่ตลาด ทำให้เกิดการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก ลักษณะดังกล่าวนี้ทำให้เกิดชุมชนขึ้นและมีการขยายตัวทั้งชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งย่อมจะมีผลต่อการเติบโตของเมืองอย่างกว้างขวาง


ความสัมพันธ์ของการตั้งถิ่นฐานกับสภาพแวดล้อม






[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
เมื่อมนุษย์มีความสัมพันธ์กันและเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน มนุษย์จะรวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่ม สร้างบ้านเรือนแหล่งที่อยู่อาศัย ทำไร่ ทำนา เลี้ยงสัตว์ มีกิจกรรมร่วมกัน และมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่อเลือกสถานที่ที่จะตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยแล้ว มนุษย์ก็เริ่มจัดการกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัว เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการดำรงชีพ สิ่งแวดล้อมดังกล่าวสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ
๑) สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ได้แก่ อากาศ แม่น้ำ ลำคลอง ทะเลสาบ มหาสมุทร พื้นดิน แร่ธาตุ ภูเขา ป่าไม้ และสัตว์ป่า เป็นต้น
๒) สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น ได้แก่ บ้านเรือน โรงเรียน ถนน รถยนต์ เขื่อนกักเก็บน้ำ เป็นต้น รวมตลอดถึงขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ระบบเศรษฐกิจ และสังคมด้วย
สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ประกอบกันขึ้นเป็นถิ่นฐานมนุษย์ โดยมีขนบธรรมเนียม ประเพณีระบบเศรษฐกิจและสังคมที่มนุษย์สร้างขึ้น และข้อจำกัดทางธรรมชาติเป็นกฎเกณฑ์ และเป็นหลักสำหรับการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้การดำรงชีวิตเป็นไปอย่างผาสุก และให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี
มนุษย์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์จึงมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เราเรียกกันว่าระบบนิเวศ ผลกระทบนั้นเป็นไปได้ทั้งในทางทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น หรือในทางทำลายให้เลวลง แต่ถ้าเราไม่มีการวางแผนเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานแล้ว ย่อมทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมลง การตั้งถิ่นฐานที่ขาดการควบคุมย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยี ก็เป็นปัจจัยอีกตัวหนึ่งที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จากการที่เรามุ่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ขยายการก่อสร้างปัจจัยพื้นฐาน เช่น ถนน เขื่อน สนามบิน ท่าเรือ เป็นต้น การที่เราเร่งผลิตสินค้าและบริการให้ทันกับความต้องการของถิ่นฐานที่ขยายใหญ่ขึ้น เหล่านี้ทำให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นจำนวนมาก จากกระบวนการพัฒนาและผลิตนี้เอง ทำให้มีของเสียเหลือทิ้งออกมาในรูปต่าง ๆ เจือปนอยู่ในสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้ความสมดุลของธรรมชาติเสียไป
เมื่อสิ่งแวดล้อมถูกทำลายและมีของเสียปะปนอยู่เป็นจำนวนมาก สิ่งแวดล้อมก็จะอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมและอาจจะรุนแรงถึงขั้นเป็นพิษเป็นภัยได้ การที่สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมและเป็นพิษ จะมีผลโดยตรงต่อสุขภาพและอนามัยของมนุษย์ อีกทั้งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่หยุดยั้งและไม่ระมัดระวัง จะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติสูญสิ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ความเสื่อมโทรมของสิ่มแวดล้อมในปัจจุบันนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะกับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในรูปปัญหาทางสังคมอีก ซึ่งเป็นหน้าที่ของสมาชิกทุกคนยที่ตั้งถิ่นฐานอยู่จะต้องช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้อยู่ในสภาพที่ดี มีคุณภาพเพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อไปในวันข้างหน้า

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

การเขียนแผนภาพ ER Diagram
คุณลักษณะของ ER Diagram
                1. แสดงได้ด้วยแผนภาพ (Graphical Diagrams) ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคโมเดลข้อมูลแบบใดก็ตามจะมีภาษาและรูปภาพทางกราฟฟิกโดยเฉพาะ เพื่อใช้แสดงรายละเอียดข้อมูลทั้งกลุ่มใหญ่และรายละเอียดส่วนย่อย ซึ่งทำ ให้ง่ายต่อการแปลความ เช่น ใช้วงกลม หรือสี่เหลี่ยมแทนเอนทิตีใช้เส้นโค้งหรือเส้นตรงแทนรีเลชันชิป
                2. แสดงชัดเจนถึงความหมายของข้อมูล (Explicit Representation of Semantic) มีทางเลือกในการแสดงความหมายของข้อมูล เราอาจใช้สัญลักษณ์ที่ต่างกันจำ นวนมากบ้างน้อยบ้างเพื่อแสดง แต่จุดสำ คัญคือแผนภาพที่ได้ออกมาควรง่าย ไม่ซับซ้อน และเห็นความหมายของข้อมูลชัดเจน
                3. แสดงรายละเอียดในระดับที่เหมาะสม (Appropriate Level of Detail) กล่าวคือโมเดลระดับตรรกะจะมีรายละเอียดที่เพียงพอที่จะชี้จุดที่ทำ ให้เกิดความแตกต่างระหว่างชนิดของข้อมูลรีเลชันชิปและข้อบังคับต่าง ๆ แต่จะน้อยกว่าโมเดลทางกายภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญลักษณ์หนึ่ง ๆ ไม่ควรมีหลายความหมาย
                4. ไม่พึ่งพิงกับระบบจัดการฐานข้อมูลแบบใดแบบหนึ่ง (DBMS Independence) โมเดลที่ได้จากการออกแบบแล้วควรใช้ได้กับระบบฐานข้อมูลหลายแบบ ได้แก่ แบบความสัมพันธ์, แบบลำ ดับชั้นและแบบเครือข่าย
                5. ง่ายต่อการศึกษาและใช้งาน ในที่นี้จะต้องง่ายเพียงพอสำ หรับผู้ใช้ทุกประเภทจะทำ
ความเข้าใจและนำ ไปใช้ได้
                 ขั้นตอนการ ออกแบบ ER Model
                ในการออกแบบ ER-Diagram มีด้วยกันหลายขั้นตอนสำ หรับใน 5 ขั้นตอนแรกจะเป็นการออกแบบทางด้านโครงสร้างพื้นฐานของโมเดล ได้แก่ พวกเอนทิตี, รีเลชันชิป, คีย์หลัก, คีย์สำ รอง, คีย์ภายนอก, กฎเกณฑ์ พื้นฐาน จากนั้นจึงเริ่มเพิ่มรายละเอียดในระดับที่ผู้ใช้มองเห็น (User View) และรวมรายละเอียดเหล่านั้นเข้าด้วยกันจึงได้เป็นโมเดลข้อมูลเชิงตรรกะที่สมบูรณ์
                ขั้นตอนที่ 1 การกำ หนดเอนทิตีหลัก
                จากตัวอย่างทั้งหมด สามารถออกแบบฐานข้อมูลโดยเริ่มจากการนำ Requirement ในข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว การกำ หนดเอนทิตีนั้นเป็นงานที่ยาก และต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ที่เข้าใจระบบที่เราออกแบบ เพื่อ คัดเลือกสิ่งที่ถูกต้อง มีความสำ คัญและเหมาะสมที่สุดมาเป็นเอนทิตี วิธีการอย่างคร่าว ๆ ก็คือให้พิจารณาข้อมูลทั้งหมดที่มี และจัดกลุ่มของข้อมูล โดยดูจากค่า และความหมายถ้าสามารถรวมกลุ่มกันได้ก็ให้รวมเข้าไว้ในเอนทิตีเดียวกัน แล้ว จึงนำ ไป กำ หนดชื่อและความหมายลงในพจนานุกรมข้อมูล และเขียนลงโมเดลข้อมูลด้วยการตั้งชื่อไม่ควรเกิน 20 ตัวอักษร
ขั้นตอนที่ 2 การกำ หนดความสัมพันธ์ ระหว่างเอนทิตี
                กำ หนดชื่อ ความหมาย รีเลชันชิป ทิศทาง และขนาดอัตราส่วนที่เกิดรีเลชันชิปนั้น ๆ พร้อมทั้งบันทึกลงในพจนานุกรมข้อมูลด้วยสำ หรับชื่อก็ไม่ควรเกิน 20 หลังจากที่เราสามารถแบ่งกลุ่มรีเลชันชิประหว่างเอนทิตีได้ เรียบร้อยแล้ว จะพบว่ารีเลชันชิปแบบ 1:Many เป็นสิ่งที่เราต้อง สนใจมากที่สุดเพราะเป็นตัว ทำ ให้การสร้างฐาน ข้อมูลเชิงตรรกะมีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น
จงเขียนเป็น ER diagram ของ ฐานข้อมูล COMPANY (ที่กล่าวในข้างต้น) ประกอบด้วย 4
Entity (EMPLOYEE , DEPARTMENT , PROJECT , DEPENDENT)
โดยมีความสัมพันธ์ (Relation type) ดังต่อไปนี้
                1. MANAGES เป็นความสัมพันธ์แบบ 1:1 ระหว่าง Employee กับ Department กล่าวคือ แต่ละ Department ต้องมีผู้จัดการ (Manages) บริหาร 1 คน เสมอ และมีการเก็บข้อมูลวันแรกของการทำ งานของพนักงานทุกคนโดยใช้ Startdate Attribute
                2. WORK_FOR เป็นความสัมพันธ์แบบ 1: N ระหว่าง DEPARTMENT และ EMPLOYEE
                3. SUPERVISION เป็นความสัมพันธ์แบบ 1: N ระหว่าง (ฝ่ายบริหารเช่น ผู้จัดการหรือหัวหน้าแผนก) กับ EMPLOYEE (ผู้ใต้บังคับบัญชา)
                4. CONTROLS เป็นความสัมพันธ์แบบ 1:N ระหว่าง DEPARTMENT กับ PROJECT
                5. WORKS_FOR เป็นความสัมพันธ์แบบM:N ระหว่าง EMPLOYEE กับ DEPARTMENTเพราะ แต่ละ PROJECT มีพนักงานหลายคนทำ งานอยูในเวลาเดียวกับพนักงาน 1 คน สามารถทำ งานได้หลาน PROJECT เช่นกัน
                6. DEPENDENTS_OF เป็นความสัมพันธ์แบบ 1: N ระหว่าง EMPLOYEE กับ
DEPARTMENT โดยความสัมพันธ์เป็นแบบ DEPENDENT
                ขั้นตอนที่ 3 การกำ หนดคีย์หลักและคีย์รอง
                หลังจากที่ได้กำ หนดเอนทิตีต่าง ๆ แล้ว ขั้นตอนต่อไปของการสร้างโมเดลข้อมูลทางตรรกะคือ การเพิ่ม ข้อมูลที่เรียกว่า แอตตริบิวลงในทุก ๆ เอนทิตีสิ่งที่สำ คัญอีกประการหนึ่ง คือ เอนทิตีที่เป็นซับไทป์จะต้องมีคีย์หลักอันเดียวกับเอนทิตีที่เป็นซุปเปอร์ไทป์ของมัน หลังจากกำ หนดแล้วให้ตั้งชื่อระบุในโมเดลข้อมูลเชิงตรรกะพร้อมทั้งใส่ในพจนานุกรมข้อมูลด้วย การตั้งชื่อควรกำ หนดสั้น ๆ ง่าย ๆ อาจใช้ชื่อย่อก็ได้ และควรหลีกเลี่ยงการตั้งชื่อแอตตริบิวของสองสิ่งที่ไม่เหมือนกันด้วยชื่อเดียวกัน

ขั้นตอนที่ 4 การกำ หนดคีย์ภายนอก
                เมื่อกำ หนดคีย์หลักและคีย์รองได้แล้ว ให้กำ หนดคีย์ภายนอกสำ หรับเอนทิตีที่มีรีเลชันชิปกันทุกอันคีย์ภายนอก คือ แอตตริบิวในเอนทิตีระดับลูกที่แทนคีย์หลักของเอนทิตีระดับพ่อแม่ เพื่อใช้ในการอ้างถึงระเบียนในเอนทิตีระดับพ่อแม่และแสดงถึงรีเลชันชิประหว่างเอนทิตีต่าง ๆ ซึ่งอาจให้คีย์หลักเป็นคีย์ภายนอกด้วยก็ได้
                ขั้นตอนที่ 5 พิจารณาขอบเขตค่าโดเมนของแอตตริบิว
                ให้กำ หนดโดเมนของแอตตริบิวทุกตัวในเอนทิตีแล้วบันทึกในพจนานุกรมข้อมูลโดเมน คือกลุ่มค่าที่ถูกต้องเป็นไปได้สำ หรับแอตตริบิวแต่ละตัว อันได้แก่
                1. ชนิดของข้อมูล (Data Type) เช่น จำ นวนเต็ม, วันที่, ตัวอักษร, ทศนิยม
                2. ความยาว (Length) เช่น 5 หลัก, 35 ตัวอักษร
                3. รูปแบบข้อมูล (Format) เช่น dd/mm/yy (วันที่)
                4. ค่าที่อนุญาต (Allowable value) เช่น เป็นได้เฉพาะวันศุกร์ต้นเดือน
                5. ช่วงของข้อมูลหรือข้อกำ หนดอื่น ๆ (Range, Constraints)
                6. ความหมาย (Meaning) อธิบายความหมายของแอตตริบิวนั้นว่าคืออะไร
                7. ความเป็นหนึ่งเดียว (Uniqueness) ต้องมีค่าเป็นหนึ่งเดียว
                8. ความเป็นนัล (Null support) อนุญาตให้เป็นนัลได้หรือไม่
                9. ค่าโดยปริยาย (Default value) กำ หนดให้มีค่าเป็น 0
                ขั้นตอนที่ 6 การวิเคราะห์ความมีเสถียรภาพและการเติบโตในอนาคต
                การออกแบบโมเดลที่ดี ตอ้ งคำ นึงการเปลี่ยนแปลงในอนาคตเสมอ และ ควรจะยืดหยุน่ ตอ่ การเปลี่ยนแปลงนั้น
                การเขียน ER Diagram
                Data model หมายถึงกลุ่มของ แนวคิดที่ช่วยเรากำ หนดโครงสร้างของฐานข้อมูลและ ชุดเซทที่เกี่ยวข้องกับชุดคำ สั่งที่ใช้ในการเรียกใช้ และ เปลี่ยนแปลง ข้อมูล และ ในบทนี้นำ เสนอแนวคิด Conceptual Data Modeling ที่เรียกว่า แบบจำ ลอง Entity Relation (ER Model) ที่สามารถ อธิบายภาพรวม (Data View) ของทั้งองค์กรได้ดีในรูปแบบ ER Diagram แบบจำ ลองแบบ E-R Model ถูกออกแบบให้ง่ายต่อความเข้าความเข้าใจของผู้ใช้งาน โดยไม่คำ นึงถึงลักษณะการเก็บทางกายภาพของข้อมูลว่าเก็บอย่างไรที่ใด
                หลังจากที่ได้ความสัมพันธ์ทั้งหมดแล้ว พยายามขจัดความซับซ้อนของ Attribute ในแต่ละ Entity ให้มากที่สุดเพื่อเขียนเป็น Conceptual Schema และเพื่อให้เกิดความเข้าใจง่าย มนุษย์จึงคิด ER Diagram เพื่ออธิบาย Conceptual Schema ให้ง่ายต่อการเข้าใจและตีความ โดยใช้สัญลักษณ์ดังต่อไปนี้
สัญลักษณ์ที่ใช้ใน E-R Diagram
 
การแปลง ER-DIagram ให้เป็น SubSchema ( Mapping ER Diagram )
                หลังจากที่เราได้ ER Schema เรียบร้อยจะเข้าสู่ Mapping เพื่อให้เขียนอยู่ในรูปสมการง่าย ๆ          
ขั้นตอนที่ 1 ทุก ๆ Entity type E ใน ER Schema เราจะสร้าง Relation R ที่รวบรวม Attribute ของ E นั้นเข้าไว้ในรูปสมการแล้วเลือกเอาหนึ่งใน Attribute ของ R เป็น Key เพื่อใช้เป็นตัวแทนและง่ายต่อการค้นหา โดยใช้สัญลักษณ์ขีดเส้นใต้ และเป็นตัวหนา ส่วนคีย์ภายนอก (Foreign Key) คือ สัญลักษณ์ตัวเอียง
                • EMPLOYEE (FNAME , MINIT ,LNAME ,SSN , BDATE ,ADDRESS ,SEX
                , SUPERSSN, DNO, BIRTHDATE)
                • DEPARTMENT (DNO, DNAM, MGRSSN, MGRSTARTDATE)
                • PROJECT (PNAME, PNUMBER, PLOCATION, DNO )
                • DEPENDENT (SSN, D_NAME, SEX, BDATE, RELATIONSHIP)
                • WORK_FOR (SSN, DNO , HOURS)
                ขั้นตอนที่ 2  สำหรับ weak entity type ใน ER schema เราสร้าง relation R และเอา primary key attribute ของ owner entity W เพื่อเป็นความสัมพันธ์ระหว่างกัน ตัวอย่างเช่น DEPENDENTประกอบด้วย 3 attribute(Dependent_name , sex , และ Birthdate) เราจะเอา ESSN(Primary key attribute ของ EMPLOYEE) มาใส่ใน R ดังนั้น ESSN และ DEPENDENT_NAME รวมกันจะกลายเป็น Primary key
                ขั้นตอนที่ 3 ถ้าความสัมพันธ์ 1:1 ให้เลือกเอา Primary key จากหนึ่ง entity ทั้งสองมาเป็น Foreign key ของ อีก Entity หนึ่ง ในตัวอย่างนี้เรารวมเอา Primary key ของ EMPLOYEE เป็น Foreign key ของ EMPLOYEE เป็น Foreign key ของ DEPARTMENT
                ถ้าความสัมพันธ์ 1:Manay ให้เลือกเอา Primary key จากหนึ่ง entity ด้าน 1 มา เป็น Foreign key ของ อีก Entity หนึ่ง
                ถ้าความสัมพันธ์ Many:Many ให้สร้างรีเลชั่นนั้นเพิ่มเติม โดย เอา Primary key จากหนึ่ง entity ทั้งสองมาเป็น Foreign key
ตัวอย่าง 1 E-R Diagram ระหว่าง อาจารย์ ที่ปรึกษากับนักศึกษา
รูปแสดง ER Diagram ระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษากับนักศึกษา
ส่วนความสัมพันธ์นั้นหมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่าง entity ตัวอย่างเช่น ความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ ที่ปรึกษา โดยอาจารย์ที่ปรึกษา หนึ่งคนสามารถให้คำ แนะนำ นักศึกษาได้มากกว่า หนึ่งคนและ อาจเขียนในรูปของ Relational Schema ดังต่อไปนี้
อาจารย์ (SSN , ชื่อ อ.จ. , นามสกุล )
นักศึกษา(ชื่อ น.ศ . , นามสกุล น.ศ., SSN) โดยมี SSN เป็น Foreign Key
ตัวอย่างที่ 2 ความสัมพันธ์ระหว่าง อาจารย์กับนักศึกษา ซึ่งสามารถแสดงในรูปแบบของ ER-Diagram1. Entity Set หมายถึง กลุ่มของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน โดยเราใช้กรอบสี่เหลี่ยมล้อมคำ ใช้เป็นสัญลักษณ์ แทนกลุ่มนั้น

2. Relationship set หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่าง Entity โดยเราใช้กรอบรูป Diamond แทน สัญลักษณ์ของ Relationship เช่น แผนผังลําดับงาน: การตัดสินใจ: แนะนำ3. Attribute คุณสมบัติของ Entity set หรือ Relationship set เช่น วงรี: ชื่อ อาจารย์
            ปัญหาใน ER โมเดล
                ปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากการออกแบบฐานข้อมูลด้วย ER-Diagram ซึ่งเป็นที่เข้าว่าการออกแบบในขั้นตอนนี้เป็นการออกแบบในเชิงความคิดหรือทางลอจิคัล จึงอาจทำให้เกิดช่องหรือหลุมพรางในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเอ็นติตี้ ก่อให้เกิดการแปลความหมายความสัมพันธ์ผิดพลาดได้ โดยความผิดพลาดหรือปัญหาใน ER โมเดลจะมีอยู่สองรูปแบบด้วยกันคือ
                1. Fan Traps
                2. Chasm Traps
                Fan Traps
                เป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความกำกวม(ambiguous) หรือความไม่ชัดเจนในการแสดงข้อมูลที่เราสนใจ โดยปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจัดความสัมพันธ์ระหว่างเอ็นติตี้ที่มักพบในความสัมพันธ์แบบ one-to-many
                Chasm Traps
                เป็นปัญหาที่ความลึกซึ้งกว่าปัญหา Fan Traps กล่าวคือปัญหาของ Chasm Traps นั้นเกิดขึ้นเนื่องจากไม่มีความโยงความสัมพันธ์ระหว่างเอ็นติตี้หรือความสัมพันธ์ขาดหายไป ซึ่งปัญหาดังกล่าวมักจะเกิดกรณีที่มีความสัมพันธ์แบบ Partial Participation

ปฏิบัติการที่6 SQL

H: จากข้อ'e'เมื่อแปลออกมาเป็นภาษาคำถามของมนุษย์จะได้ว่า "ให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต อาจารย์ที่ปรึกษา และชั้น จากตารางนักเรียน(student) โดยมีเงือนไขคือเป็นนิสิตชั้นปีที่2" ให้ลองแปลข้อ'f'' ออกมาเป็นภาษาคำถามของมนุษย์
ตอบ   F: SELECT studentid,Name, Advisor,Class,Hobby
FROM student
WHERE Hobby LIKE'อ่าน*';
จะได้ดังภาพ





ให้เลือกให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต อาจารย์ที่ปรึกษา ชั้น และงานอดิเรก จากตารางนักเรียน(student)โดยมีเงือนไขคือ ตารางงานอดิเรกโดยมีคำว่าอ่านหนังสือ
................................................................................



I:ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษาSQLตามคำถาม"ให้เลือกฟิลด์ทั้งหมดจากตารางรายวิชา(subject)
ตอบ  
SELECT subjectid,Name,Credit,Book,Teacher
FROM subject;
จะได้ตามภาพ


................................................................................

J: ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษาSQLตามคำถาม"ให้เลือกฟิลด์รหัสรายวิชา ชื่อรายวิชา และจำนวนหน่วยกิต จากตารางรายวิชา(subject)"
ตอบ
SELECT subjectid,Name,Credit
FROM subject;
จะได้ดังภาพ
................................................................................

K: ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษาSQLตามคำถาม"ใฟ้เลือกฟิลด์รหัสรายวิชา ชื่อรายวิชา และจำนวนหน่วยกิต จากตารางรายวิชา(subject) โดยมีเงือนไขคือเป็นรายวิชา 104111"
ตอบ
SELECT subjectid,Name,Credit
FROM subject
WHERE subjectid=104111;
จะได้ดังภาพ

................................................................................

L: ทดลองพิมพ์ SELECT Student.Studentid,Student.Name,Register.Score,Register.Grade FROM Register,student WHERE (Register.Studentid=Student.Studentid AND Register.Studentid=4902)แล้วเลือก Run Query
ตอบ
จะได้ดังภาพ


................................................................................



M :ทดลองปรับเป็น SELECT student.Studentid,student.Name,Register.Score,Register.Grade,Subject.Name FROM Register,Student,Subject WHERE(Register.Studentid=student.Studentid AND Register.Studentid=4902 ) AND (Register.Subjectid=Subject.Subjectid)
ตอบ
จะได้ดังภาพ


................................................................................


N: ทดลองปรับเป็น  SELECT student.Studentid,student.Name,Register.Score,Register.Grade,Subject.Name 
FROM Register,student,Subject WHERE (Register.Studentid=student.Studentid) AND (Register.Subjectid=Subject.Subjectid AND Register.Subjectid=104111)
ตอบ
จะได้ดังภาพ


................................................................................

O: จากข้อ "m" เมื่อแปลออกมาเป็นภาษาคำถามของมนุษย์จะได้ว่า "ให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต คะแนน เกรด และชื่อรายวิชา จากตารางนักเรียน(student) การลงทะเบียน(Register) และรายวิชา(Subject) โดยมีเงือนไขคือแสดงเฉพาะนิสิตรหัส 4902 เท่านั้น"ให้ลองแปล "n" ออกมาเป็นภาษาคำถามของมนุษย์
ตอบ
"ให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต คะแนน เกรด และชื่อรายวิชา จากตารางนักเรียน(student) การลงทะเบียน(Register) และรายวิชา(Subject) โดยมีเงือนไขคือแสดงรหัสรายวิชา104111เท่านั้น"

................................................................................

P: ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษาSQLตามคำถาม"ให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต คะแนน เกรด และชื่อรายวิชา จากตารางนักเรียน(Student)การลงทะเบียน(Register) และรายวิชา(Subject) โดยมีเงือนไขคือแสดงเฉพาะรายวิชารหัส 104111เท่านั้น และนิสิตอยู่ในชมรมภูมิศาสตร์เท่านั้น"
ตอบ
 SELECT Student.Studentid,student.Name,Register.Score,Register.Grade,Subject.Name ,student.Club
FROM Register,student,Subject 
WHERE Register.Studentid=student.Studentid AND Register.Subjectid=Subject.Subjectid AND Register.Subjectid=104111 AND student.Club='ภูมิศาสตร์';

จะได้ดังภาพ

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Topology

topologyโทโพโลจี
ความหมายคำว่า topol ในแวดวงของวิทยาการคอมพิวเตอร์นั้นหมายถึง แบบโครงสร้างของข่ายงานบริเวณเฉพาะที่ (local area network) พูดง่าย ๆ ก็คือ หมายถึงแบบของโครงสร้างนั่นเอง เช่น เป็นแบบรวมศูนย์ (centralized) หรือแบบแยกศูนย์ (decentralized) ส่วนรูปแบบการจัดเครือข่าย เป็น แบบวงแหวน (ring) หรือแบบดาว (star) ฯ

topology  เป็นการอธิบายชนิดของตำแหน่งในความหมายด้านผังทางกายภาค  ในความหมายของเครือข่ายการสื่อสาร  topology  เป็นการอธิบายภาพของคอนฟิกหรือการจัดการของระบบเครือข่ายรวมถึง mode  และสายเชื่อม

โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (NETWORK TOPOLOGY)

 
โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (NETWORK TOPOLOGY)
คือ การนำคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อกันเพื่อประโยชน์ของการสื่อสารรูปแบบการจัดวางคอมพิวเตอร์ การเดินสายสัญญาญคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย รวมถึงหลักการไหลเวียนข้อมูลในเครือข่ายสามารถทำได้หลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันเครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งตามลักษณะของการเชื่อมต่อหลักได้ดังนี้
1. เครือข่ายแบบบัส (bus topology) เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วยสายเคเบิ้ลยาว ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ โดยจะมีคอนเน็กเตอร์เป็นตัวเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เข้ากับสายเคเบิ้ล ในการส่งข้อมูล จะมีคอมพิวเตอร์เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งข้อมูลได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ การจัดส่งข้อมูลวิธีนี้จะต้องกำหนดวิธีการ ที่จะไม่ให้ทุกสถานีส่งข้อมูลพร้อมกัน เพราะจะทำให้ข้อมูลชนกัน วิธีการที่ใช้อาจแบ่งเวลาหรือให้แต่ละสถานีใช้ความถี่ สัญญาณที่แตกต่างกัน การเซตอัปเครื่องเครือข่ายแบบบัสนี้ทำได้ไม่ยากเพราะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์แต่ละชนิด ถูกเชื่อมต่อด้วยสายเคเบิ้ลเพียงเส้นเดียวโดยส่วนใหญ่เครือข่ายแบบบัส มักจะใช้ในเครือข่ายขนาดเล็ก ซึ่งอยู่ในองค์กรที่มีคอมพิวเตอร์ใช้ไม่มากนัก
ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบบัส คือ ใช้สื่อนำข้อมูลน้อย ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียก็จะไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบโดยรวม แต่มี
ข้อเสียคือ การตรวจจุดที่มีปัญหา กระทำได้ค่อนข้างยาก และถ้ามีจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายมากเกินไป จะมีการส่งข้อมูลชนกันมากจนเป็นปัญหา
ข้อจำกัด คือ จำเป็นต้องใช้วงจรสื่อสารและซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยเพื่อหลีกเลี่ยงการชนกันของสัญญาณข้อมูล และถ้ามีอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งเสียหาย อาจส่งผลให้ทั้งระบบหยุดทำงานได้

2. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน (ring topology)
เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ด้วยสายเคเบิลยาวเส้นเดียว ในลักษณะวงแหวน การรับส่งข้อมูลในเครือข่ายวงแหวน จะใช้ทิศทางเดียวเท่านั้น เมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งส่งข้อมูล มันก็จะส่งไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องถัดไป ถ้าข้อมูลที่รับมาไม่ตรงตามที่คอมพิวเตอร์เครื่องต้นทางระบุ มันก็จะส่งผ่านไปยัง คอมพิวเตอร์เครื่องถัดไปซึ่งจะเป็นขั้นตอนอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงคอมพิวเตอร์ปลายทางที่ถูกระบุตามที่อยู่
ข้อดีของโครงสร้าง เครือข่ายแบบวงแหวนคือ ใช้สายเคเบิ้ลน้อย และถ้าตัดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เสียออกจากระบบ ก็จะไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบเครือข่ายนี้ และจะไม่มีการชนกันของข้อมูลที่แต่ละเครื่องส่ง
ข้อจำกัด ถ้าเครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย อาจทำให้ทั้งระบบหยุดทำงานได้

3. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบดาว(Star Network) เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เข้ากับอุปกรณ์ที่เป็น จุดศูนย์กลาง ของเครือข่าย โดยการนำสถานีต่าง ๆ มาต่อร่วมกันกับหน่วยสลับสายกลางการติดต่อสื่อสารระหว่างสถานีจะกระทำได้ ด้วยการ ติดต่อผ่านทางวงจรของหน่วนสลับสายกลางการทำงานของหน่วยสลับสายกลางจึงเป็นศูนย์กลางของการติดต่อ วงจรเชื่อมโยงระหว่างสถานีต่าง ๆ ที่ต้องการติดต่อกัน ข้อดี คือ ถ้าต้องการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ก็สามารถทำได้ง่ายและไม่กระทบต่อเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในระบบ ส่วนข้อเสีย คือ ค่าใช้จ่ายในการใช้สายเคเบิ้ลจะค่อนข้างสูง และเมื่อฮับไม่ทำงาน การสื่อสารของคอมพิวเตอร์ทั้งระบบก็จะหยุดตามไปด้วย ข้อจำกัด ถ้าฮับเสียหายจะทำให้ทั้งระบบต้องหยุดซะงัก และมีความสิ้นเปลืองสายสัญญาณมากกว่าแบบอื่นๆ

4. โครงสร้างเครือข่ายแบบผสม (Hybrid Topology) คือ เป็นเครือข่ายที่ผสมผสานกันทั้งแบบดาว,วงแหวน และบัส เช่น วิทยาเขตขนาดเล็กที่มีหลายอาคาร เครือข่ายของแต่ละอาคารอาจใช้แบบบัสเชื่อมต่อกับอาคารอื่นๆที่ใช้แบบดาว และแบบวงแหวน

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

GIS A Computerized database management system

" GIS A Computerized database management system for capture storage retrieval analysis and display of spatial  ( locationally defined ) data " ( NCGIA : National Center Geographic Information and Analysis, 1989 )

"GIS ฐานข้อมูลการจัดการระบบคอมพิวเตอร์สำหรับการจับการดึงการวิเคราะห์การจัดเก็บและการแสดงผลของข้อมูลเชิงพื้นที่ (ตามที่กำหนด locationally)"ระบบคอมพิวเตอร์ (NCGIA : ข้อมูลทางภูมิศาสตร์แห่งชาติศูนย์และการวิเคราะห์, 1989)

 NCGIA
ศูนย์แห่งชาติเพื่อการสารสนเทศภูมิศาสตร์และการวิเคราะห์เป็นกลุ่มวิจัย อิสระทุ่มเทเพื่อการวิจัยและการศึกษาขั้นพื้นฐานในด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลทาง ภูมิศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องซึ่งรวมถึงระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) สามสถาบันสมาชิกจะ University of California,, Santa Barbara; มหาวิทยาลัยที่บัฟฟาโลและมหาวิทยาลัยของรัฐเมน สมาคมก่อตั้งขึ้นในปี 1988 เพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันสำหรับเงินทุนสนับสนุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่ง ชาติและยังคงได้รับมากของเงินทุนจากแหล่งที่ เงินทุนรวมกลุ่มจำนวนเงินประมาณ $ 5 ล้านบาทต่อปี หัวข้อของการวิจัยในปัจจุบันภายในกลุ่ม NCGIA รวม :

ความถูกต้องและความไม่แน่นอนในข้อมูลเชิงพื้นที่. นำมาเป็นหัวข้อแรกเมื่อสมาคมได้ก่อตั้งขึ้นในปี 1988 ได้เกิดความไม่แน่นอนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเป็นปัญหาสำคัญที่สำคัญสำหรับ ข้อมูลทางภูมิศาสตร์และระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หลายคนผลการวิจัยที่สำคัญได้รับการเผยแพร่โดยสมาชิกสมาคมและเทคโนโลยีที่มีประโยชน์มากได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อจัดการกับปัญหาได้
ความรู้งานวิจัย. เกี่ยวกับเรื่องนี้ภายในสมาคมที่เป็นแรงจูงใจจากความจำเป็นที่จะต้องมีความ เข้าใจที่ดีขึ้นของวิธีการที่จิตใจของมนุษย์และคอมพิวเตอร์สามารถทำงานร่วม กันเพื่อแก้ปัญหาที่มีมิติทางภูมิศาสตร์โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ซอฟต์แวร์ GIS มากได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่ายากเกินไปที่จะเรียนรู้และใช้และเป็นขาดการทำงานร่วมกัน การวิจัยเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ NCGIA ตรวจสอบว่าผู้คนคิดเกี่ยวกับการและเหตุผลที่มีแนวคิดทางภูมิศาสตร์และวิธี การออกแบบระบบสามารถทำสอดคล้องกันมากขึ้นด้วยหลักการเหล่านี้
การสร้างแบบจำลองและการแสดง. แม้ว่า GIS มีรากในศิลปะการทำแผนที่กระดาษที่ความสามารถของมันไปไกลเกินกว่าสิ่งที่สามารถทำได้ด้วยผลิตภัณฑ์แบบดั้งเดิม ฐานข้อมูล GIS สามารถเป็นตัวแทนของปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนผ่านช่วงเวลา, หรือวัตถุที่มีรูปแบบสามมิติ การวิจัยในพื้นที่เหล่านี้อยู่การสร้างแบบจำลองชนิดใหม่ของข้อมูลที่ไม่ สามารถจัดการกับบนแผนที่กระดาษและวิธีการที่เกี่ยวข้องของการวิเคราะห์และ การตัดสินใจ
วันนี้, NCGIA ยืนเป็นโฟกัสระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยขั้นพื้นฐาน สามเว็บไซต์ที่ดึงดูดผู้เข้าชมในระยะสั้นและระยะยาวจากทั่วโลกและหลักสูตรการศึกษาของตนที่อยู่ความต้องการของนักเรียนในทุกระดับ

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Database

ระบบฐานข้อมูล (Database)
ความหมายของระบบฐานข้อมูล
                ฐานข้อมูล (Database) หมายถึง กลุ่มของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน นำมาเก็บรวบรวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีระบบและข้อมูลที่ประกอบกันเป็นฐานข้อมูลนั้น ต้องตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งานขององค์กรด้วยเช่นกัน เช่น ในสำนักงานก็รวบรวมข้อมูล ตั้งแต่หมายเลขโทรศัพท์ของผู้ที่มาติดต่อจนถึงการเก็บเอกสารทุกอย่างของสำนักงาน ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะมีส่วนที่สัมพันธ์กันและเป็นที่ต้องการนำออกมาใช้ประโยชน์ต่อไปภายหลัง ข้อมูลนั้นอาจจะเกี่ยวกับบุคคล สิ่งของสถานที่ หรือเหตุการณ์ใด ๆ ก็ได้ที่เราสนใจศึกษา  หรืออาจได้มาจากการสังเกต การนับหรือการวัดก็เป็นได้ รวมทั้งข้อมูลที่เป็นตัวเลข  ข้อความ  และรูปภาพต่าง ๆ ก็สามารถนำมาจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลได้ และที่สำคัญข้อมูลทุกอย่างต้องมีความสัมพันธ์กัน เพราะเราต้องการนำมาใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต

                ตัวอย่าง

ชื่อฐานข้อมูล
กลุ่ม ข้อมูล
บริษัท

-          พนักงาน
-          ลูกค้า
-          สินค้า
-          ใบสั่งสินค้า
โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย
-          นักเรียน
-          อาจารย์
-          วิชา
-          การลงทะเบียน



                ระบบฐานข้อมูล (Database System) หมายถึง การรวมตัวกันของฐานข้อมูลตั้งแต่ 2ฐานข้อมูลเป็นต้นไปที่มีความสัมพันธ์กัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และทำให้การบำรุงรักษาตัวโปรแกรมง่ายมากขึ้น โดยผ่านระบบการจัดการฐานข้อมูล หรือ  เรียกย่อ ๆ ว่า DBMS



องค์ประกอบของระบบฐานข้อมูล
                ระบบฐานข้อมูลเป็นเพียงวิธีคิดในการประมวลผลรูปแบบหนึ่งเท่านั้น แต่การใช้ฐานข้อมูลจะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลักดังต่อไปนี้
1.       แอพลิเคชันฐานข้อมูล (Database Application)
2.       ระบบจัดการฐานข้อมูล (Database Management System หรือ  DBMS)
3.       ดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์ (Database Server)
4.       ข้อมูล (Data)
5.       ผู้บริหารฐานข้อมูล ((Database Administrator หรือ DBA)

แอพพลิเคชันฐานข้อมูล
เป็นแอพพลิเคชันที่สร้างไว้ให้ผู้ใช้งานสามารถติดต่อกับฐานข้อมูลได้อย่างสะดวก ซึ่งมี
รูปแบบการติดต่อกับฐานข้อมูลแบบเมนูหรือกราฟฟิก  โยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับฐานข้อมูลเลยก็สามารถเรียกใช้งานฐานข้อมูลได้เช่น บริการเงินสด ATM

ระบบจัดการฐานข้อมูล
                ระบบจัดการฐานข้อมูล หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างฐานข้อมูล พูดง่าย ๆ ก็คือ DBMS นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
Microsoft Access, FoxPro, SQL Server, Oracle, Informix, DB2 เป็นต้น

                หน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูล มีดังนี้
1.       กำหนดมาตรฐานข้อมูล
2.       ควบคุมการเข้าถึงข้อมูลแบบต่าง ๆ
3.       ดูแล-จัดเก็บข้อมูลให้มีความถูกต้องแม่นยำ
4.       จัดเรื่องการสำรอง และฟื้นสภาพแฟ้มข้อมูล
5.       จัดระเบียบแฟ้มทางกายภาพ (Physical Organization)
6.       รักษาความปลอดภัยของข้อมูลภายในฐานข้อมูล และป้องกันไม่ใช้ข้อมูลสูญหาย
7.       บำรุงรักษาฐานข้อมูลให้เป็นอิสระจากโปรแกรมแอพพลิเคชันอื่น ๆ
8.       เชื่อมโยงข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เข้าด้วยกัน เพื่อรองรับความต้องการใช้ข้อมูลในระดับ
ต่าง ๆ



 







               
ดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์
                เป็นคอมพิวเตอร์ที่คอยให้บริการการจัดการฐานข้อมูล ซึ่งก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ระบบจัดการฐานข้อมูลทำงานอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นควรเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความรวดเร็วในการทำงานสูงกว่าคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานโดยทั่วไป
                ข้อมูล
                ข้อมูล คือ เนื้อหาของข้อมูลที่เราใช้งาน ซึ่งจะถูกเก็บในหน่วยความจำของดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์ โยจะถูกเรียกมาใช้งานจากระบบจัดการฐานข้อมูล
                ผู้บริหารฐานข้อมูล
                ผู้บริหารฐานข้อมูล คือ กลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่ดูแลข้อมูลผ่านระบบจัดการฐานข้อมูล ซึ่งจะควบคุมให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ยังทำหน้าที่กำหนดสิทธิการใช้งานข้อมูล กำหนดในเรื่องความปลอดภัยของการใช้งาน พร้อมทั้งดูแลดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์ให้ทำงานอย่างปกติด้วย