Nattayanee Phuphan
วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2555
ความหมายของการเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจ
การเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจ หมายถึง การจัดหาหรือสรรหาสถานที่
สำหรับประกอบธุรกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยคำนึงถึง กำไร ค่าใช้จ่าย พนักงาน ความ
สัมพันธ์กับลูกค้าความสะดวก ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่ดีตลอดระยะเวลาที่ประกอบ
ธุรกิจนั้น
ความสำคัญในการเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจ
การเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจ มีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์การธุรกิจ
กล่าวคือ หากเลือกทำเลที่ไม่เหมาะสมจะทำให้องค์การธุรกิจประสบปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น
ค่าขนส่งสูง เนื่องจากสถานประกอบธุรกิจอยู่ไกลจากแหล่งวัตถุดิบ และตลาด นอกจากนี้ อาจ
ขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพ ขาดแคลนวัตถุดิบ รวมไปถึงปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการ
ผลิต และการปฏิบัติงานขององค์การธุรกิจ โดยทั่วไปลักษณะของทำเลจะไม่มีลักษณะใดที่ดี
กว่ากันอย่างชัดเจน แต่จะเกิดจากการพิจารณาลักษณะดีของแต่ละทำเลนำมาประกอบกัน
เพื่อการตัดสินใจเลือกที่ใช้ตั้งสถานประกอบธุรกิจที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต ให้น้อยที่สุด
การเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจต่าง ๆ โดยทั่วไปมักจะพยายามหาแหล่งหรือทำเลที่ทำ
ให้ต้นทุนรวมของการผลิตสินค้าและ บริการที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แต่ลักษณะของการ
ประกอบธุรกิจและสถานที่ประกอบกิจการย่อมแตกต่างกันในเรื่องของชนิดสินค้า ค่าใช้จ่าย
และการลงทุน ดังนั้นการพิจารณาเลือกทำเลจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ หลาย
ประการเพราะการเลือกทำเลที่ตั้ง มีความสำคัญต่อการ ดำเนินงานขององค์การธุรกิจต่าง ๆ
เช่น การวางแผนระบบการผลิต การวางผังโรงงาน การลงทุน และรายได้ เป็นต้น
ปัจจัยในการเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจ
ปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบใช้ในการพิจารณาเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจ มีดังนี้
1. แหล่งวัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติ
การตั้งสถานประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะองค์การธุรกิจประเภทอุตสาหกรรม ส่งที่นำมาใช้ในการผลิต คือ วัตถุดิบ เช่นโรงงานผลิตสับปะรดกระป๋อง วัตถุดิบ คือ อะไห่และชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์ โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ วัตถุดิบ คือ ไม้ ฯลฯ ดังนั้นในการจัดตั้งสถานประกอบการธุรกิจ จึงต้องคำนึงถึงแหล่งวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิต ควรจะอยู่ในแหล่งวัตถุดิบหรืออยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ เพื่อสะดวกในการจัดหาวัตถุดิบราคาวัตถุดิบ และค่าขนส่งย่อมลดลง เช่น โรงงานผลิตปลากระป๋อง ควรตั้งอยู่ใกล้ ชายฝั่งทะเลจะได้วัตถุดิบราคาถูก คุณภาพดี แต่ถ้าโรงงานผลิตปลากระป๋องตั้งอยู่ไกลจากชายฝั่งทะเลมากวัตถุดิบที่จัดหาอาจไม่มีหรือมีจำนวนน้อยทำให้วัตถุดิบราคาสูง คุณภาพไม่ดี และต้องเสียค่าขนส่งสูง เป็นต้น นอกจากนั้น ต้องคำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติด้วย เช่น น้ำ อากาศ เนื่องจากในการผลิต ส่วนประกอบที่สำคัญที่ใช้ในการผลิต ส่วนใหญ่ต้องอาศัยน้ำ กิจการประเภทโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จึงตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำหรือแหล่งน้ำต่าง ๆ เพื่อสะดวกในการนำน้ำมาใช้ใน การผลิต ในการตั้งสถานที่ประกอบการใกล้แม่น้ำ ต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมด้วย เช่น ในการผลิตจะมีของเสียจากการผลิต โรงงานอุตสาหกรรมจะต้องมีระบบในการกำจัดน้ำเสีย ไม่ถ่ายเทน้ำเสียลงในแม่น้ำลำคลองหรือเปลี่ยนสภาพจากน้ำเสียให้เป็นน้ำดีก่อนที่จะ ถ่ายเทลงในแม่น้ำคลอง กรณีที่โรงงานอุตสาหกรรมเมื่อทำการผลิตแล้ว มีฝุ่นละอองหรือควันเสีย จะต้องทำการป้องกันมิให้อากาศเป็นพิษด้วย การประกอบการธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นประเภทพาณิชยกรรม หรือประเภทอุตสาหกรรมการเลือกทำเลที่ตั้ง สถานที่ประกอบการจะ ต้องคำนึงถึงแหล่งจัดซื้อ เพื่อให้การจัดซื้อได้สินค้าหรือวัตถุดิบราคาที่เหมาะสม เสียค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อต่ำ คุณภาพสินค้าหรือวัตถุดิบเป็นตาม ที่ต้องการ และได้ทันเวลาที่มีความต้องการของตลาดหรือการผลิต ในการจัดซื้อเพื่อให้มีประสิทธิภาพ มีขั้นตอนดังนี้
1.1 กำหนดรายละเอียดของสินค้าหรือวัตถุดิบที่ต้องการซื้อทั้งคุณภาพและปริมาณ
1.2 สำรวจแหล่งขาย โดยผู้ประกอบการจะต้องทราบถึงแหล่งขายสินค้าหรือวัตถุดิบที่ต้องการจัดซื้อว่าอยู่ที่ใด มีผู้ขายกี่ราย แต่ละรายกำหนดราคาขายเท่าไร คุณภาพสินค้าหรือวัตถุดิบเป็นอย่างไร มีเงื่อนไขในการขายอย่างไรบ้าง เมื่อสำรวจแหล่งขายแล้ว คาดว่าจะจัดซื้อ จากผู้ขายรายใด ควรมีการเจรจาตกลงในเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการจัดซื้อ ในกรณีจัดซื้อครั้งละเป็นจำนวนมาก การเจรจาระหว่าง ผู้จัดซื้อและผู้ขาย ควรจัดตั้งคณะกรรมการ เพื่อดำเนินการเป็นการป้องกันการทุจริตที่อาจจะเกิดขึ้นได้
1.3 การสั่งซื้อ หลังจากได้มีการเจรจาตกลงกันแล้ว ผู้จัดซื้อจัดทำใบสั่งซื้อ ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดต่าง ๆ ได้แก่ วัน เดือน ปี ที่สั่งซื้อ ราคาต่อหน่วย ราคารวม ชื่อเครื่องหมายการค้าของผู้จัดซื้อ ชื่อเครื่องหมายการค้าของผู้ขาย ระบุเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น เงื่อนไขในการส่งมอบ เงื่อนไขในการชำระเงิน
1.4 การรับสินค้าหรือวัตถุดิบ เมื่อผู้ขายส่งสินค้าให้ผู้จัดซื้อ จะต้องมีใบกำกับสินค้าแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับ วัน เดือน ปี ที่ส่งสินค้าหรือวัตถุดิบ ปริมาณสินค้าหรือวัตถุดิบ ราคาต่อหน่วย ราคารวม ชื่อเครื่องหมายการค้าของผู้ขาย ชื่อเครื่องหมายการค้าของผู้สั่งซื้อ ผู้จัดซื้อจะต้องตรวจสอบความถูกต้อง ของสินค้าหรือวัตถุดิบที่ได้รับให้ตรงตามใบสั่งซื้อและใบกำกับสินค้า
2. แหล่งแรงงาน
แรงงาน หมายถึง สิ่งที่ได้จากความสามารถของมนุษย์ทั้งแรงงานที่ได้จากแรงกายและแรงงานที่ได้จากความคิด เพ่อนำมาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการตามที่ต้องการ แรงงานที่ผู้ประกอบการต้องการ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
2.1 แรงงานที่มีฝีมือ หรือแรงงานที่มีความชำนาญ (Skilled Labour)
2.2 แรงงานไร้ฝีมือ หรือแรงงานทั่วไป (Unskilled Labour) ผู้ประกอบการจะมีความต้องการแรงงานประเภทใด จะรู้ได้โดยการจัดทำรายละเอียดหน้าที่ของตำแหน่งงานแต่ละตำแหน่ง ต้องการแรงงานจำนวนเท่าใด และเมื่อใด โดยการเสนอจากแต่ละหน่วยงานในองค์การธุรกิจ ในการจัดหาสถานที่ประกอบการ ต้องคำนึงถึง แหล่งแรงงานที่ธุรกิจมีความต้องการ ซึ่งควรจะเป็นแหล่งที่จัดหาแรงงานได้ง่าย อัตราค่าจ้างต่ำและมีคุณภาพตามที่ต้องการ เช่น ในการดำเนินกิจการโรงงานผลิตปลากระป๋อง แรงงานที่ต้องการใช้ส่วนใหญ่เป็นประเภทแรงกาย แรงงานไร้ฝีมือ สถานที่ประกอบการตั้งในต่างจังหวัดจะหา แรงงานได้ง่าย และอัตราค่าจ้างต่ำ แต่ถ้าเป็นโรงงานผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่ทันสมัย แรงงานที่ใช้เป็นประเภทแรงงานที่ใช้ ความคิด แรงงานที่มีความชำนาญ สถานที่ประกอบการควรตั้งในเมืองใหญ่หรือใกล้เมืองใหญ่ จึงจะหาแรงงานได้ตามที่ต้องการ
3 ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง
การเลือกสถานที่ประกอบการ จะต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ดังนี้
3.1 ค่าขนส่งวัตถุดิบไปยังโรงงานเพื่อทำการผลิต วัตถุดิบที่ใช้ผลิตส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักมากและต้องใช้ในปริมาณที่สูงการเลือกสถานที่ประกอบการจึงควรอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบเพื่อเสียค่าขนส่งในอัตราที่ถูก แต่ถ้าไม่ตั้งสถานที่ประกอบการใกล้แหล่งวัตถุดิบ ก็ควรพิจารณาระบบการขนส่งที่เหมาะสม เพื่อให้วัตถุดิบไปยังโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเสียค่าใช้จ่ายต่ำ
3.2 ค่าขนส่งสินค้าไปเพื่อเก็บรักษา เมื่อผลิตสินค้าเสร็จก่อนนำออกจำหน่ายสินค้าจะต้องได้รับการดูแลรักษาในสภาพที่เหมาะสมเพื่อคุณภาพที่ดีของสินค้าสถานที่ประกอบการควรอยู่ใกล้คลังเก็บสินค้า เพื่อสะดวกในการขนสินค้าจากโรงงานไปเก็บรักษาในคลังสินค้า และเสียค่าใช้จ่ายต่ำ
3.3 ค่าขนส่งสินค้าออกจำหน่าย เพื่อความสะดวกของผู้บริโภค การเลือกสถานที่ประกอบการ ควรตั้งให้ใกล้แหล่งผู้บริโภค และประหยัดค่าใช้จ่าย
4 สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ
การเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบการ ควรคำนึงถึงสิ่งอำนวยความสะดวก ดังนี้
4.1 สาธารณูปโภค การเลือกสถานที่ประกอบการควรคำนึงถึงระบบการให้บริการด้านการประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ และการส่งไม่ว่าจะประกอบกิจการประเภทโรงงานอุตสาหกรรม หรือประเภทซื้อขายสินค้า เพราะเครื่องอำนวยความสะดวกดังกล่าว มีส่วนทำให้การประกอบธุรกิจมีความคล่องตัวสูง
4.2 สถานพยาบาล สถานีตำรวจ สถานีดับเพลิง การเลือกสถานที่ประกอบการควรคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ เพื่อความปลอดภัยและสะดวกในการขนส่งในการเดินทาง
5. แหล่งลูกค้า
สำหรับการประกอบกิจการประเภทโรงงานอุตสาหกรรม การจำหน่ายสินค้าจะจำหน่ายครั้งละเป็นจำนวนมาก ผู้มาซื้อคือ ผู้ค้าคนกลาง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเลือกสถานที่ตั้งใกล้ผู้บริโภคโดยตรง แต่ถ้าเป็นการประกอบกิจการประเภทผู้ค้าคนกลางที่ต้องจำหน่ายสินค้าแก่ผู้บริโภคโดยตรงควรเลือกสถานที่ตั้งใกล้ผู้บริโภค เพื่อความสะดวกในการจำหน่ายและเสียค่าขนส่งต่ำ
6. กฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับ
การเลือกสถานที่ประกอบการจะต้องศึกษากฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ ของสถานที่ประกอบการ เพื่อไม่ให้การประกอบการ นั้นขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับหรือประเพณีอันดีงามของสถานที่นั้น เช่น ในประเทศไทย พื้นที่สีเขียวจะกำหนดไว้สำหรับการประกอบการ เกษตร จะตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่สีเขียวไม่ได้ เป็นต้น
7. แหล่งเงินทุน
การเลือกสถานที่ประกอบการต้องคำนึงถึงเงินทุนที่ต้องใช้ ได้แก่ ราคาที่ดิน อัตรา ค่าแรงงาน เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ค่าธรรมเนียมและภาษีที่ต้องจ่ายให้องค์การของรัฐใน การดำเนินการจัดตั้งสถานที่ประกอบการ ซึ่งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นอยู่กับการเลือกสถานที่ประกอบการทั้งสิ้น จากปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น มีผลกระทบต่อการตัดสินใจเลือกสถานที่ประกอบการ โดยผู้ประกอบการควรคำนึงถึงผลตอบแทน ที่คาดว่าจะได้รับจากการตัดสินใจเลือกสถานที่ใดเป็นสถานที่ประกอบ โดยคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้
7.1 ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายรวมต่ำสุด การตัดสินใจเลือกสถานที่ใดเป็นสถานที่ประกอบการ ต้องคำนึงถึงต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่ เกิดขึ้นในการเลือกสถานที่นั้นเป็นสถานประกอบการ เช่น การประกอบการโรงงานผลิตไม้แปรรูป วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตไม้แปรรูป คือ ซุงซึ่งเป็นวัตถุดิบมีน้ำหนักมาก การขนส่งค่อนข้างยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายสูง ส่วนสินค้าสำเร็จรูป คือ ไม้แปรรูปมีน้ำหนักเบากว่าวัตถุดิบ การขนส่งค่อนข้างสะดวก และเสียค่าใช้จ่ายต่ำกว่า สถานที่ประกอบการโรงงานผลิตไม้แปรรูป จึงควรตั้งใกล้แหล่งวัตถุดิบมากกว่าตั้งใกล้ ผู้บริโภค เพราะจะทำให้เสียค่าขนส่งที่ถูกกว่า กรณีหาสถานที่ประกอบการในแหล่งวัตถุดิบไม่ได้ก็ควรหาสถานที่ตั้งใกล้แม่น้ำ เนื่องด้วยการขนส่ง ซุงสามารถใช้วิธีล่องซุงมาตามแม่น้ำ ทำให้เสียค่าขนส่งต่ำ นอกจากต้นทุนค่าขนส่งแล้ว ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่จะต้องนำมาประกอบการตัดสินใจ เลือกสถานที่ประกอบการ ได้แก่ ค่าแรงงาน อัตราภาษี ค่าบริการต่าง ๆ
7.2 กำไรที่สูงสุด การตัดสินใจเลือกสถานที่ใดเป็นสถานที่ประกอบการ นอกจากคำนึงถึงต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุดแล้วควรคำนึงถึงรายรับประกอบการตัดสินใจด้วยหากสามารถตั้งสถานประกอบการในแหล่งที่ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายรวมต่ำกว่า ก็จะมีโอกาสหา รายรับได้มากกว่าคู่แข่ง จะทำให้ได้เปรียบ คือ กำไรสูงสุด
7.3 การเรียนลำดับปัจจัยต่าง ๆ ตามความสำคัญ เนื่องจากปัจจัยแต่ละปัจจัยมีความสำคัญแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของการประกอบการแต่ละประเภท ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องจัดลำดับความสำคัญ และรวมคะแนนแล้วจึงตัดสินใจเลือกสถานที่ประกอบธุรกิจจากการพิจารณาคะแนนที่สูงสุด
วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ความหมายของการเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจ
การเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจ หมายถึง การจัดหาหรือสรรหาสถานที่ สำหรับประกอบธุรกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยคำนึงถึง กำไร ค่าใช้จ่าย พนักงาน ความ สัมพันธ์กับลูกค้าความสะดวก ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่ดีตลอดระยะเวลาที่ประกอบ ธุรกิจนั้น ความสำคัญในการเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจ การเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจ มีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์การธุรกิจ กล่าวคือ หากเลือกทำเลที่ไม่เหมาะสมจะทำให้องค์การธุรกิจประสบปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น ค่าขนส่งสูง เนื่องจากสถานประกอบธุรกิจอยู่ไกลจากแหล่งวัตถุดิบ และตลาด นอกจากนี้ อาจ ขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพ ขาดแคลนวัตถุดิบ รวมไปถึงปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการ ผลิต และการปฏิบัติงานขององค์การธุรกิจ โดยทั่วไปลักษณะของทำเลจะไม่มีลักษณะใดที่ดี กว่ากันอย่างชัดเจน แต่จะเกิดจากการพิจารณาลักษณะดีของแต่ละทำเลนำมาประกอบกัน เพื่อการตัดสินใจเลือกที่ใช้ตั้งสถานประกอบธุรกิจที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต ให้น้อยที่สุด การเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจต่าง ๆ โดยทั่วไปมักจะพยายามหาแหล่งหรือทำเลที่ทำ ให้ต้นทุนรวมของการผลิตสินค้าและ บริการที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แต่ลักษณะของการ ประกอบธุรกิจและสถานที่ประกอบกิจการย่อมแตกต่างกันในเรื่องของชนิดสินค้า ค่าใช้จ่าย และการลงทุน ดังนั้นการพิจารณาเลือกทำเลจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ หลาย ประการเพราะการเลือกทำเลที่ตั้ง มีความสำคัญต่อการ ดำเนินงานขององค์การธุรกิจต่าง ๆ เช่น การวางแผนระบบการผลิต การวางผังโรงงาน การลงทุน และรายได้ เป็นต้น |
วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ประเภทอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย และการลงทุน
- บ้านเดี่ยว (Single-Family Home) เป็นที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีลักษณะเป็นบ้านที่ตั้งอยู่เดี่ยว ๆ มีเนื้อที่กว้างขวาง รั้วรอบเขตที่ดิน ได้บรรยากาศความเป็นส่วนตัว ไม่ถูกรบกวนจากเพื่อนบ้าน
- บ้านแฝด (Twin Home) มีลักษณะคล้ายบ้านเดี่ยว แต่มีผนังร่วมกันกับบ้านข้างเคียงด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว ส่วนอีกด้านเป็นพื้นที่ว่าง
- ทาวน์เฮ้าส์ (Town house) เป็นที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมที่ตั้งอยู่ในเขตชุมชนเมือง มีลักษณะอาคารติดชิดเป็นแถว ๆ เนื้อที่ไม่มากนักประมาณ 16 – 20 ตรว.โดยมีเนื้อที่บริเวณด้านหน้าเป็นที่จอดรถ และด้านหลังเป็นส่วนโล่งลานซักล้างหรือห้องครัว
- อาคารพาณิชย์หรือตึกแถว (Shop House) เป็นที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมในเขตชุมชนเมือง นอกจากจะใช้ประโยชน์เพื่ออยู่อาศัยแล้ว ชั้นล่างยังสามารถใช้ประโยชน์เพื่อพาณิชยกรรมการค้าได้อีกด้วย
- ห้องชุดพักอาศัย-ห้องชุดสำนักงาน หรือคอนโดมิเนียม (Condominium) หรืออาคารชุดที่มีหลายชั้น และแบ่งเป็นหลาย ๆ ห้อง ส่วนมากมักจะตั้งอยู่ในเขตชุมชนเมือง การคมนาคมสะดวก ผู้ซื้อจะมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของห้องชุด และมีกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สินส่วนกลาง เช่น ที่จอดรถ,ลิฟท์,ทางเดินส่วนกลางหน้าห้องชุด เป็นต้น ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพย์สินส่วนกลาง
- ที่ดินเปล่า (Land)
- โกดัง-โรงงาน (Factory,Industrial) เพื่อใช้ประโยชน์ในกระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม,เก็บสินค้า ส่วนใหญ่จะมีพื้นที่มาก
- หอพัก-อพาร์ทเม้นท์ (Apartment) เป็นที่อยู่อาศัยที่มีหลายชั้น และแบ่งเป้นหลาย ๆ ห้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เช่า
การประเมิณราคาบ้านและที่ดิน
| การประเมินราคาบ้านที่ดิน หรือที่อยู่อาศัย |
เป็นการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ (Property Valuation) ซึ่งหมายถึง กระบวนการในการวิเคราะห์มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ บ้าน ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ ที่ดินเปล่า คอนโดมิเนียม อย่างละเอียดรอบคอบและมีเหตุผล เพื่อทราบมูลค่าตลาดยุติธรรมที่เหมาะสม โดยทำการตรวจสอบสภาพทางกายภาพของทรัพย์สิน(ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง), วิเคราะห์ตรวจสอบทำเลที่ตั้งทรัพย์สิน-สภาพแวดล้อมโดยรอบ ตรวจสอบสิ่งอำนวยความสะดวก ตรวจสอบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ผังเมือง,การเวนคืน,การรอนสิทธิ์,การอายัด,การตรวจสอบสิทธิ์ในการถือครองที่ดินตามกฎหมาย,การตรวจสอบภาระผูกพันต่าง ๆ ที่มีของทรัพย์สิน, การตรวจสอบสภาพและความสะดวกของทางเข้า-ออก, การตรวจสอบสิทธิ์ของทางเข้า-ออกตามกฎหมาย, การสืบค้นและการวิเคราะห์ข้อมูลตลาดเพื่อทราบมูลค่าตลาดยุติธรรมที่เหมาะสมของทรัพย์สิน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการกำหนดราคาซื้อ-ขาย การตีราคาบ้านว่าควรจะซื้อ-ขายในราคาเท่าใด หรือเพื่อใช้เป็นหลักประกันในการปล่อยสินเชื่อ และกำหนดวงเงินสินเชื่อ ซึ่งการประเมินราคาสามารถนำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ ได้ดังต่อไปนี้
ซึ่งมูลค่าที่ประเมินราคานั้น อาจจะไม่ใช่ราคาที่ซื้อ-ขาย โดยอาจจะสูงกว่า เท่ากัน หรือต่ำกว่าราคาซื้อขายก็ได้ เนื่องจากมูลคาที่ประเมินราคานั้น ไม่อิงกับกระแส และภาวะอารมณ์ของผู้ซื้อ-ผู้ขาย แต่จะเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐาน, ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มีผลกระทบต่อมูลค่าทรัพย์สิน และตามสภาวะเศรษฐกิจโดยมูลค่าทรัพย์สินที่ประเมินราคามีองค์ประกอบดังนี้
|
วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554
การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์
| ปัจจัย | |
![]() [ ขยาย | |
| ความ | |
![]() [ ขยาย | |
วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554
การเขียนแผนภาพ ER Diagram
คุณลักษณะของ ER Diagram
1. แสดงได้ด้วยแผนภาพ (Graphical Diagrams) ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคโมเดลข้อมูลแบบใดก็ตามจะมีภาษาและรูปภาพทางกราฟฟิกโดยเฉพาะ เพื่อใช้แสดงรายละเอียดข้อมูลทั้งกลุ่มใหญ่และรายละเอียดส่วนย่อย ซึ่งทำ ให้ง่ายต่อการแปลความ เช่น ใช้วงกลม หรือสี่เหลี่ยมแทนเอนทิตีใช้เส้นโค้งหรือเส้นตรงแทนรีเลชันชิป
2. แสดงชัดเจนถึงความหมายของข้อมูล (Explicit Representation of Semantic) มีทางเลือกในการแสดงความหมายของข้อมูล เราอาจใช้สัญลักษณ์ที่ต่างกันจำ นวนมากบ้างน้อยบ้างเพื่อแสดง แต่จุดสำ คัญคือแผนภาพที่ได้ออกมาควรง่าย ไม่ซับซ้อน และเห็นความหมายของข้อมูลชัดเจน
3. แสดงรายละเอียดในระดับที่เหมาะสม (Appropriate Level of Detail) กล่าวคือโมเดลระดับตรรกะจะมีรายละเอียดที่เพียงพอที่จะชี้จุดที่ทำ ให้เกิดความแตกต่างระหว่างชนิดของข้อมูลรีเลชันชิปและข้อบังคับต่าง ๆ แต่จะน้อยกว่าโมเดลทางกายภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญลักษณ์หนึ่ง ๆ ไม่ควรมีหลายความหมาย
4. ไม่พึ่งพิงกับระบบจัดการฐานข้อมูลแบบใดแบบหนึ่ง (DBMS Independence) โมเดลที่ได้จากการออกแบบแล้วควรใช้ได้กับระบบฐานข้อมูลหลายแบบ ได้แก่ แบบความสัมพันธ์, แบบลำ ดับชั้นและแบบเครือข่าย
5. ง่ายต่อการศึกษาและใช้งาน ในที่นี้จะต้องง่ายเพียงพอสำ หรับผู้ใช้ทุกประเภทจะทำ
ความเข้าใจและนำ ไปใช้ได้
ขั้นตอนการ ออกแบบ ER Model
ในการออกแบบ ER-Diagram มีด้วยกันหลายขั้นตอนสำ หรับใน 5 ขั้นตอนแรกจะเป็นการออกแบบทางด้านโครงสร้างพื้นฐานของโมเดล ได้แก่ พวกเอนทิตี, รีเลชันชิป, คีย์หลัก, คีย์สำ รอง, คีย์ภายนอก, กฎเกณฑ์ พื้นฐาน จากนั้นจึงเริ่มเพิ่มรายละเอียดในระดับที่ผู้ใช้มองเห็น (User View) และรวมรายละเอียดเหล่านั้นเข้าด้วยกันจึงได้เป็นโมเดลข้อมูลเชิงตรรกะที่สมบูรณ์
ขั้นตอนที่ 1 การกำ หนดเอนทิตีหลัก
จากตัวอย่างทั้งหมด สามารถออกแบบฐานข้อมูลโดยเริ่มจากการนำ Requirement ในข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว การกำ หนดเอนทิตีนั้นเป็นงานที่ยาก และต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ที่เข้าใจระบบที่เราออกแบบ เพื่อ คัดเลือกสิ่งที่ถูกต้อง มีความสำ คัญและเหมาะสมที่สุดมาเป็นเอนทิตี วิธีการอย่างคร่าว ๆ ก็คือให้พิจารณาข้อมูลทั้งหมดที่มี และจัดกลุ่มของข้อมูล โดยดูจากค่า และความหมายถ้าสามารถรวมกลุ่มกันได้ก็ให้รวมเข้าไว้ในเอนทิตีเดียวกัน แล้ว จึงนำ ไป กำ หนดชื่อและความหมายลงในพจนานุกรมข้อมูล และเขียนลงโมเดลข้อมูลด้วยการตั้งชื่อไม่ควรเกิน 20 ตัวอักษร
ขั้นตอนที่ 2 การกำ หนดความสัมพันธ์ ระหว่างเอนทิตี
กำ หนดชื่อ ความหมาย รีเลชันชิป ทิศทาง และขนาดอัตราส่วนที่เกิดรีเลชันชิปนั้น ๆ พร้อมทั้งบันทึกลงในพจนานุกรมข้อมูลด้วยสำ หรับชื่อก็ไม่ควรเกิน 20 หลังจากที่เราสามารถแบ่งกลุ่มรีเลชันชิประหว่างเอนทิตีได้ เรียบร้อยแล้ว จะพบว่ารีเลชันชิปแบบ 1:Many เป็นสิ่งที่เราต้อง สนใจมากที่สุดเพราะเป็นตัว ทำ ให้การสร้างฐาน ข้อมูลเชิงตรรกะมีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น
จงเขียนเป็น ER diagram ของ ฐานข้อมูล COMPANY (ที่กล่าวในข้างต้น) ประกอบด้วย 4
Entity (EMPLOYEE , DEPARTMENT , PROJECT , DEPENDENT)
โดยมีความสัมพันธ์ (Relation type) ดังต่อไปนี้
1. MANAGES เป็นความสัมพันธ์แบบ 1:1 ระหว่าง Employee กับ Department กล่าวคือ แต่ละ Department ต้องมีผู้จัดการ (Manages) บริหาร 1 คน เสมอ และมีการเก็บข้อมูลวันแรกของการทำ งานของพนักงานทุกคนโดยใช้ Startdate Attribute
2. WORK_FOR เป็นความสัมพันธ์แบบ 1: N ระหว่าง DEPARTMENT และ EMPLOYEE
3. SUPERVISION เป็นความสัมพันธ์แบบ 1: N ระหว่าง (ฝ่ายบริหารเช่น ผู้จัดการหรือหัวหน้าแผนก) กับ EMPLOYEE (ผู้ใต้บังคับบัญชา)
4. CONTROLS เป็นความสัมพันธ์แบบ 1:N ระหว่าง DEPARTMENT กับ PROJECT
5. WORKS_FOR เป็นความสัมพันธ์แบบM:N ระหว่าง EMPLOYEE กับ DEPARTMENTเพราะ แต่ละ PROJECT มีพนักงานหลายคนทำ งานอยูในเวลาเดียวกับพนักงาน 1 คน สามารถทำ งานได้หลาน PROJECT เช่นกัน
6. DEPENDENTS_OF เป็นความสัมพันธ์แบบ 1: N ระหว่าง EMPLOYEE กับ
DEPARTMENT โดยความสัมพันธ์เป็นแบบ DEPENDENT
ขั้นตอนที่ 3 การกำ หนดคีย์หลักและคีย์รอง
หลังจากที่ได้กำ หนดเอนทิตีต่าง ๆ แล้ว ขั้นตอนต่อไปของการสร้างโมเดลข้อมูลทางตรรกะคือ การเพิ่ม ข้อมูลที่เรียกว่า แอตตริบิวลงในทุก ๆ เอนทิตีสิ่งที่สำ คัญอีกประการหนึ่ง คือ เอนทิตีที่เป็นซับไทป์จะต้องมีคีย์หลักอันเดียวกับเอนทิตีที่เป็นซุปเปอร์ไทป์ของมัน หลังจากกำ หนดแล้วให้ตั้งชื่อระบุในโมเดลข้อมูลเชิงตรรกะพร้อมทั้งใส่ในพจนานุกรมข้อมูลด้วย การตั้งชื่อควรกำ หนดสั้น ๆ ง่าย ๆ อาจใช้ชื่อย่อก็ได้ และควรหลีกเลี่ยงการตั้งชื่อแอตตริบิวของสองสิ่งที่ไม่เหมือนกันด้วยชื่อเดียวกัน
ขั้นตอนที่ 4 การกำ หนดคีย์ภายนอก
เมื่อกำ หนดคีย์หลักและคีย์รองได้แล้ว ให้กำ หนดคีย์ภายนอกสำ หรับเอนทิตีที่มีรีเลชันชิปกันทุกอันคีย์ภายนอก คือ แอตตริบิวในเอนทิตีระดับลูกที่แทนคีย์หลักของเอนทิตีระดับพ่อแม่ เพื่อใช้ในการอ้างถึงระเบียนในเอนทิตีระดับพ่อแม่และแสดงถึงรีเลชันชิประหว่างเอนทิตีต่าง ๆ ซึ่งอาจให้คีย์หลักเป็นคีย์ภายนอกด้วยก็ได้
ขั้นตอนที่ 5 พิจารณาขอบเขตค่าโดเมนของแอตตริบิว
ให้กำ หนดโดเมนของแอตตริบิวทุกตัวในเอนทิตีแล้วบันทึกในพจนานุกรมข้อมูลโดเมน คือกลุ่มค่าที่ถูกต้องเป็นไปได้สำ หรับแอตตริบิวแต่ละตัว อันได้แก่
1. ชนิดของข้อมูล (Data Type) เช่น จำ นวนเต็ม, วันที่, ตัวอักษร, ทศนิยม
2. ความยาว (Length) เช่น 5 หลัก, 35 ตัวอักษร
3. รูปแบบข้อมูล (Format) เช่น dd/mm/yy (วันที่)
4. ค่าที่อนุญาต (Allowable value) เช่น เป็นได้เฉพาะวันศุกร์ต้นเดือน
5. ช่วงของข้อมูลหรือข้อกำ หนดอื่น ๆ (Range, Constraints)
6. ความหมาย (Meaning) อธิบายความหมายของแอตตริบิวนั้นว่าคืออะไร
7. ความเป็นหนึ่งเดียว (Uniqueness) ต้องมีค่าเป็นหนึ่งเดียว
8. ความเป็นนัล (Null support) อนุญาตให้เป็นนัลได้หรือไม่
9. ค่าโดยปริยาย (Default value) กำ หนดให้มีค่าเป็น 0
ขั้นตอนที่ 6 การวิเคราะห์ความมีเสถียรภาพและการเติบโตในอนาคต
การออกแบบโมเดลที่ดี ตอ้ งคำ นึงการเปลี่ยนแปลงในอนาคตเสมอ และ ควรจะยืดหยุน่ ตอ่ การเปลี่ยนแปลงนั้น
การเขียน ER Diagram
Data model หมายถึงกลุ่มของ แนวคิดที่ช่วยเรากำ หนดโครงสร้างของฐานข้อมูลและ ชุดเซทที่เกี่ยวข้องกับชุดคำ สั่งที่ใช้ในการเรียกใช้ และ เปลี่ยนแปลง ข้อมูล และ ในบทนี้นำ เสนอแนวคิด Conceptual Data Modeling ที่เรียกว่า แบบจำ ลอง Entity Relation (ER Model) ที่สามารถ อธิบายภาพรวม (Data View) ของทั้งองค์กรได้ดีในรูปแบบ ER Diagram แบบจำ ลองแบบ E-R Model ถูกออกแบบให้ง่ายต่อความเข้าความเข้าใจของผู้ใช้งาน โดยไม่คำ นึงถึงลักษณะการเก็บทางกายภาพของข้อมูลว่าเก็บอย่างไรที่ใด
หลังจากที่ได้ความสัมพันธ์ทั้งหมดแล้ว พยายามขจัดความซับซ้อนของ Attribute ในแต่ละ Entity ให้มากที่สุดเพื่อเขียนเป็น Conceptual Schema และเพื่อให้เกิดความเข้าใจง่าย มนุษย์จึงคิด ER Diagram เพื่ออธิบาย Conceptual Schema ให้ง่ายต่อการเข้าใจและตีความ โดยใช้สัญลักษณ์ดังต่อไปนี้
สัญลักษณ์ที่ใช้ใน E-R Diagram
การแปลง ER-DIagram ให้เป็น SubSchema ( Mapping ER Diagram )
หลังจากที่เราได้ ER Schema เรียบร้อยจะเข้าสู่ Mapping เพื่อให้เขียนอยู่ในรูปสมการง่าย ๆ
ขั้นตอนที่ 1 ทุก ๆ Entity type E ใน ER Schema เราจะสร้าง Relation R ที่รวบรวม Attribute ของ E นั้นเข้าไว้ในรูปสมการแล้วเลือกเอาหนึ่งใน Attribute ของ R เป็น Key เพื่อใช้เป็นตัวแทนและง่ายต่อการค้นหา โดยใช้สัญลักษณ์ขีดเส้นใต้ และเป็นตัวหนา ส่วนคีย์ภายนอก (Foreign Key) คือ สัญลักษณ์ตัวเอียง
ขั้นตอนที่ 1 ทุก ๆ Entity type E ใน ER Schema เราจะสร้าง Relation R ที่รวบรวม Attribute ของ E นั้นเข้าไว้ในรูปสมการแล้วเลือกเอาหนึ่งใน Attribute ของ R เป็น Key เพื่อใช้เป็นตัวแทนและง่ายต่อการค้นหา โดยใช้สัญลักษณ์ขีดเส้นใต้ และเป็นตัวหนา ส่วนคีย์ภายนอก (Foreign Key) คือ สัญลักษณ์ตัวเอียง
• EMPLOYEE (FNAME , MINIT ,LNAME ,SSN , BDATE ,ADDRESS ,SEX
, SUPERSSN, DNO, BIRTHDATE)
• DEPARTMENT (DNO, DNAM, MGRSSN, MGRSTARTDATE)
• PROJECT (PNAME, PNUMBER, PLOCATION, DNO )
• DEPENDENT (SSN, D_NAME, SEX, BDATE, RELATIONSHIP)
• WORK_FOR (SSN, DNO , HOURS)
ขั้นตอนที่ 2 สำหรับ weak entity type ใน ER schema เราสร้าง relation R และเอา primary key attribute ของ owner entity W เพื่อเป็นความสัมพันธ์ระหว่างกัน ตัวอย่างเช่น DEPENDENTประกอบด้วย 3 attribute(Dependent_name , sex , และ Birthdate) เราจะเอา ESSN(Primary key attribute ของ EMPLOYEE) มาใส่ใน R ดังนั้น ESSN และ DEPENDENT_NAME รวมกันจะกลายเป็น Primary key
ขั้นตอนที่ 3 ถ้าความสัมพันธ์ 1:1 ให้เลือกเอา Primary key จากหนึ่ง entity ทั้งสองมาเป็น Foreign key ของ อีก Entity หนึ่ง ในตัวอย่างนี้เรารวมเอา Primary key ของ EMPLOYEE เป็น Foreign key ของ EMPLOYEE เป็น Foreign key ของ DEPARTMENT
ถ้าความสัมพันธ์ 1:Manay ให้เลือกเอา Primary key จากหนึ่ง entity ด้าน 1 มา เป็น Foreign key ของ อีก Entity หนึ่ง
ถ้าความสัมพันธ์ Many:Many ให้สร้างรีเลชั่นนั้นเพิ่มเติม โดย เอา Primary key จากหนึ่ง entity ทั้งสองมาเป็น Foreign key
ตัวอย่าง 1 E-R Diagram ระหว่าง อาจารย์ ที่ปรึกษากับนักศึกษา
รูปแสดง ER Diagram ระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษากับนักศึกษา
ส่วนความสัมพันธ์นั้นหมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่าง entity ตัวอย่างเช่น ความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ ที่ปรึกษา โดยอาจารย์ที่ปรึกษา หนึ่งคนสามารถให้คำ แนะนำ นักศึกษาได้มากกว่า หนึ่งคนและ อาจเขียนในรูปของ Relational Schema ดังต่อไปนี้
อาจารย์ (SSN , ชื่อ อ.จ. , นามสกุล )
นักศึกษา(ชื่อ น.ศ . , นามสกุล น.ศ., SSN) โดยมี SSN เป็น Foreign Key
ตัวอย่างที่ 2 ความสัมพันธ์ระหว่าง อาจารย์กับนักศึกษา ซึ่งสามารถแสดงในรูปแบบของ ER-Diagram1. Entity Set หมายถึง กลุ่มของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน โดยเราใช้กรอบสี่เหลี่ยมล้อมคำ ใช้เป็นสัญลักษณ์ แทนกลุ่มนั้น
2. Relationship set หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่าง Entity โดยเราใช้กรอบรูป Diamond แทน สัญลักษณ์ของ Relationship เช่น
3. Attribute คุณสมบัติของ Entity set หรือ Relationship set เช่น 
ปัญหาใน ER โมเดล
ปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากการออกแบบฐานข้อมูลด้วย ER-Diagram ซึ่งเป็นที่เข้าว่าการออกแบบในขั้นตอนนี้เป็นการออกแบบในเชิงความคิดหรือทางลอจิคัล จึงอาจทำให้เกิดช่องหรือหลุมพรางในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเอ็นติตี้ ก่อให้เกิดการแปลความหมายความสัมพันธ์ผิดพลาดได้ โดยความผิดพลาดหรือปัญหาใน ER โมเดลจะมีอยู่สองรูปแบบด้วยกันคือ
1. Fan Traps
2. Chasm Traps
Fan Traps
เป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความกำกวม(ambiguous) หรือความไม่ชัดเจนในการแสดงข้อมูลที่เราสนใจ โดยปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจัดความสัมพันธ์ระหว่างเอ็นติตี้ที่มักพบในความสัมพันธ์แบบ one-to-many
Chasm Traps
เป็นปัญหาที่ความลึกซึ้งกว่าปัญหา Fan Traps กล่าวคือปัญหาของ Chasm Traps นั้นเกิดขึ้นเนื่องจากไม่มีความโยงความสัมพันธ์ระหว่างเอ็นติตี้หรือความสัมพันธ์ขาดหายไป ซึ่งปัญหาดังกล่าวมักจะเกิดกรณีที่มีความสัมพันธ์แบบ Partial Participation
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)














